แหล่งท่องเที่ยว จังหวัดอุดรธานี


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเชียงบริเวณที่ดินสาธารณะบึงนาคำ
กรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลังจากที่ค้นพบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปกว่า
๕,๐๐๐ ปี โดยความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ทำการสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียงในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๑๘
และได้ขยายวงกว้างไปยังแหล่งโบราณคดีใกล้เคียงอีกด้วย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง มีการจัดแสดงแบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ
๑. อาคารสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี
อาคารสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มูลนิธิจอห์นเอฟ เคนเนดี้ เป็นผู้ให้ทุนใน
การสร้าง เสร็จเมื่อปี พศ. ๒๕๓๐ เพื่อเป็นที่จัดแสดงนิทัรรศการบ้านเชียงเคลื่อนที่ซึ่งพิพิธภัณฆฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิวาเนีย ร่วมกับสถาบันสมิธโซเนียนประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำขึ้น
นิทรรศการนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงเผยแพร่ความสำคัญของ
แหล่งโบราณคดี
บ้านเชียงตามประเทศต่างๆ ระหว่าง พ.ศ.๒๕๒๔-๒๕๒๙ หลังจากนั้นได้นำไปจัดแสดงที่ประเทศสิงค์โปร์อีกเป็นเวลา ๑ ปี ก่อนที่จะนำมาจัดแสดง
ไว้อย่างถาวรที่อาคารหลังนี้ โดยปัจจุบัน ได้แบ่งหัวข้อความสำคัญของการจัดนิทรรศการ
ออกเป็น ๒ ส่วน คือบ้านเชียงในอดีต แสดงโบราณวัตถุและหลักฐานที่ได้มาจากการ
ขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง กับบ้านเชียงวันนี้ซึ้งในส่วนนี้เป็นการแสดงถึงชีวิต
ความเป็นอยู่เครื่องมือเครื่องใช
้ศิลปพื้นบ้านของคนบ้านเชียงปัจจุบัน คือ ชาวไทพวน
๒.บ้านไทพวน
บ้านไทพวนอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ประมาณ ๗oo เมตร เดิมเป็นบ้านของ นายพจน์ มนตรีพิทักษ์ มอบให้กรมศิลปากร เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งโบราณสถาน และได้มีการขุดค้นตามหลักวิชาการทาง
โบราณคดี ได้พบโบราณวัตถุจำนวนมาก พระบาทสำเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาเยือนแหล่งโบราณคดีแห่งนี้
เมื่อวันที่ ๒o มีนาคม ๒๕๑๕
๓. หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน
หลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน อยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๕00 เมตร เปิดแสดงให้เห็นถึงการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงในสภาพตามโบราณวัตถุที่พบ
อยู่ในลักษณะเดิมทั้งสิ้นประกอบกับคำบรรยายและเรื่องราวของวัฒนธรรมบ้านเชียง
นับเป็นพิพิธภัฑสถานกลางแจ้งแห่งแรกของประเทศไทย




การค้นพบยุคสำริดที่สาบสูญ

เป็นเวลากว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ที่มีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี แต่ในระยะแรกนั้นยังมิได้มี การศึกษา ตามหลักวิชาการมากนัก จนเมื่อปี พศ. ๒๕๑๕ กรมศิลปากรจึงเริ่มโครงการสำรวจและขุดค้นอย่างจริงจัง และในครั้งนั้นพบเครื่องมือเครื่องใช้สำริดและเหล็ก รวมทั้งโบราณวัตถุอื่นๆ
ฝังรวมอยู่กับโครงกระดูกเป็็นจำนวนมาก ซึ่งมีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้
ชีวิตและสภาพแวดล้ิอม การศึกษาและวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ กระดูกสัตว์ และเปลือกหอยที่พบจากการขุดค้น ช่วยให้เห็นถึงลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพแวดล้อมในอดีตได้เ)็นอย่างดี ดังเช่นในอดีต ผู้ชายที่บ้านเชียงมีส่วนสูงเฉลี่ยตั้งแต่ ๑๖๒.๕ - ๑๗๒.๕ ซม. ในขณะที่ผู้หญิงส่วนสูงเฉลี่ยตั้งแต่ ๑๔๗.๕ - ๑๕๕ ซม. อายุเฉลี่ยเมื่อเสียชีวิตของคนโบราณที่บ้านเชียงประมาณ ๓๑ ปี และในสมัยแรก ที่เริ่มตั้งถิ่นฐานนั้น เด็กมีอัตราการตายมากกว่าผู้ใหญ่ โรคภัยไข้เจ็บที่ศึกษาได้จากกระดูกและฟัน เช่น โรคฟันผุ โรคโลหิตเป็นพิษ
โลหิตผิดปกติ เป็นต้น ส่วโครงกระดูกสัตว์และเปลือกหอย บอกเรื่องสภาพแวดล้อมได้ว่า เมื่อแรกตั้งถิ่นฐานมีแหล่งน้ำที่ใช้ได้ตลอดทั้งปี

หลายๆแห่งใกล้หมู่บ้าน ภูมิประเทศโดยรอบเป็นป่าและมีภูมิอากาศแบบมรสุม
จนภายหลังจาก ๓,๐๐๐ ปีมาแล้วปริมาณของแหล่งน้ำลดลง สภาพป่าโดยรอบเปลื่ยนเป็นทุ่งราบซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่คน
บ้านเชียงโบราณต้องการขยายพื้นที่ทำการเพาะปลูกนั่นเอง
ชุมชนเกษตรกรรม ได้สำรวจและขุดค้นพบหลักฐานที่เกี่ยวกับพืชหลายชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว โดยพบร่องรอยของแกลบข้าวที่ผสมในเนื้อดินของภาชนะดินเผาตั้ง
แต่สมัยแรกจนถึงสมัยสุดท้าย เครื่องโลหะบางชิ้นก็ยังมีร่องรอยแกลบข้าวติดอยู่ จากปริมาณข้าวที่มีมากจึงสันนิษฐานว่าน่าจะมีการปลูกข้าวอย่างกว้างขวางแล้ว
และในการปลูกข้าวโดยวิธีแบบไร่เลื่อนลอย ส่วนกระดูกสัวต์ซึ่งใช้เป็นอาหารที่พบ นอกจากจะมีสัตว์ป่า เช่น จระเข้ วัว กวาง เก้ง เสือ กระต่าย ยังมีสัตว์ที่เป็นสัตว์
เลี้ยงเช่น ไก่ หมู สุนัข ส่วนควายนั้นอาจเลี้ยงไว้เพื่อช่วยงานเพาะปลูกอีกทางหนึ่งด้วย
เทคโนโลยีในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ ในการศึกษาและวิเคราะห์ด้านโลหะวิทยา
จากเครื่องมือโลหะที่พบมีผลที่แสดงว่าคนโบราณรู้จักและพัฒนาความรู้ในด้านนี้มา
นานแล้ว เพราะพบเครื่องมือที่มีเทคนิคก้าวหน้ามาตั้งแต่ชั้นดินที่มีร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน
เริ่มแรก ซึ่งคงต้องรู้จักการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ การควบคุมความร้อนในการหลอมสำริด การถลุงแร่และผลิดเครื่องมืเหล็ก การทำเครื่องประดับสำริดที่งดงามที่อาจทำจากวิธีการหล่อสำริดในแม่พิมพ์ หรือปั้นหุ่นไล่ขี้ผึ้ง ในสมัยสุดท้ายยังทดลองเพิ่มปริมาณดีบุกในส่วนผสมของสำริด
ทำให้มีผิวที่วาวและเป็นเงา และสรุปว่าความรู้เรื่องเทคโนโลยีด้านโลหะกรรมที่
บ้านเชียงไม่น่าจะรับแบบมาจากจีน หรืออิเดียดังเช่นที่มีผู้กล่าวไว้
เทคนิคและวิธีการผลิตเครื่องปั้นดินเผา อาจเปรียบเทียบได้ว่าคล้ายกับการผลิต
เครื่องปั้นดินเผาท้องถิ่นในปัจจุบัน ตั้งแต่การปั้นขึ้นรูป ใช้เครื่องมือที่เรียกว่าหินดุรองรับด้านใน ขณะที่ด้านนอกใช้ไม้ตีแต่งในบางครั้ง มีการเผาด้วยวิธีสุมไฟกลางแจ้งและในการขุดค้นพบว่า ภาชนะดินเผาเป็นหลักฐานสำคัญที่พบร่วมอยู่ในหลุมฝังศพ ซึ่งสามารถแบ่งแยกตามลักษณะของภาชนะดินเผาได้ถึง ๓ สมัย ด้วยกัน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง
อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
โทรศัพท์ 0-4220-8340
โทรสาร 0-4220-8341
เปิดทำการ 08.30 น. ปิดทำการ 17.00 น.
เปิดบริการทุกวัน