บริการทางหลวง

กรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้ศึกษาแนวทางการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุ (Traffic Operations Center : TOC) มุ่งหวังในการแก้ไขปัญหาการจราจร การอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยกับผู้ใช้ทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการจัดการจราจรและอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางหลวง รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการปฏิบัติการ

ระบบงานภายใต้ศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุแบ่งออกเป็น 7 ส่วน ได้แก่ ระบบควบคุมการใช้ช่องจราจรบนทางหลวง ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจร ระบบควบคุมการใช้ความเร็วบนทางหลวง ระบบประมาณระยะเวลาในการเดินทางบนโครงข่าย ระบบตรวจสอบสภาพจราจร ระบบเผยแพร่ข้อมูลจราจรให้กับผู้ใช้ทาง และระบบบริหารจัดการอุบัติการณ์ นอกจากนี้ ได้ออกแบบศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุเป็นอาคาร 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 9,936 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่สำนักงาน ห้องประชุม ศูนย์ควบคุมและสั่งการ ศูนย์ข้อมูลและศูนย์การเรียนรู้ พร้อมทั้งจัดทำแผนการดำเนินการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งเมื่อการศึกษาแล้วเสร็จจะได้เสนอของบประมาณก่อสร้างต่อไป 

สำหรับแผนพัฒนาและติดตั้งระบบเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ TOC จะมุ่งเน้นบนสายทางทั่วประเทศ โดยจัดลำดับความสำคัญของประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุบนสายทาง การอำนวยความคล่องตัวของการจราจรขนส่งในพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงความสัมพันธ์ของการทำงานของระบบในเชิงพื้นที่ประกอบด้วย แผนพัฒนาระยะสั้น (5 ปี) ติดตั้งระบบตรวจสอบสภาพจราจร ระบบประมาณระยะเวลาในการเดินทาง ระบบเผยแพร่ข้อมูลการจราจร ระบบควบคุมการใช้ช่องจราจร ระบบควบคุมการใช้ความเร็ว ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจร และแผนพัฒนาระยะกลาง (10 ปี) และระยะยาว (20 ปี) ติดตั้งระบบงานบนทางหลวงสายหลักและสายรองที่เป็นทางเข้า-ออกเมืองในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ พิษณุโลก อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุ จะเป็นศูนย์กลางข้อมูล การประสานงาน และความร่วมมือด้าน    การบริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุบนทางหลวง รวมถึงบริการให้ข้อมูลเผยแพร่ข่าวสารให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนผู้ใช้ทาง  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการจราจร เสริมสร้างความปลอดภัยบนทางหลวงและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอีกด้วย

นายธานินทร์  สมบูรณ์  อธิบดีกรมทางหลวง  เปิดเผยว่า  กรมทางหลวงได้จัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ(ONE STOP SERVICE CENTER) ในการขออนุญาตเครื่องจักรเครื่องกล เช่น รถขุด รถตัก และมีนํ้าหนักยานพาหนะรวมนํ้าหนักบรรทุกหรือนํ้าหนักลงเพลาเกินกว่าที่ที่กฎหมายกำหนด หรือการขนย้ายเครื่องจักรในงานก่อสร้างและงานบำรุงรักษาต่างๆ ซึ่งรถดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นพิเศษ ขนาดใหญ่ บรรทุกเครื่องจักรขนาดใหญ่การวิ่งบนทางหลวงได้จะต้องทำการขออนุญาตเดินรถพิเศษ บนทางหลวงพิเศษ   ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทานกับกรมทางหลวง ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีสถิติการขออนุญาตเพิ่มขึ้น  ในทุกปี เนื่องจากปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรวมถึงเป็นการอำนวยความความปลอดภัยแก่ผู้ใช้เส้นทางกรมทางหลวงจึงได้จัดตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อการขออนุญาตเดินรถพิเศษ บนทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน ขึ้น โดยตั้งอยู่ที่ณ อาคารจอดรถ 6 ชั้น ชั้น 1 กรมทางหลวง ถนนพระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จในการขออนุญาตดังกล่าว พร้อมทั้งลดกระบวนการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ทั้งด้านข้อมูล และระยะเวลาการดำเนินงานโดยตั้งเป้าหมายให้สามารถอนุญาตได้ภายใน 15 วัน จากเดิม 61 วัน 

อธิบดีกรมทางหลวงยังกล่าวต่อไปอีกว่าสาเหตุที่การอนุญาตดำเนินการต้องใช้ระยะเวลานาน นั้นเพราะต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอนเช่นเส้นทางเดินรถต้นทาง ถึงปลายทาง จะต้องมีการคำนวณและได้รับการรับรองจากวิศกรในด้านต่างๆ เช่น เรื่องโครงสร้างสะพานว่ารถจะผ่านได้หรือไม่ มีความปลอดภัยแค่ใหน ลักษณะกายภาพของถนน  ฯลฯ ตลอดจนรูปแบบการบริหารด้านความปลอดภัยในการใช้ทางหลวง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ขออนุญาตเองรวมถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมทางด้วย

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 201 (ปากภู-เชียงคาน ) ตอน 1 โดยขยายจาก 2 ช่องจราจร เป็นขนาด 4 ช่องจราจร ไปกลับ ระยะทาง 6 กม. โครงการดังกล่าวเสร็จ 100% แล้ว ทั้งนี้ เส้นทางสายดังกล่าวเป็นการเชื่อมการเดินทางในพื้นที่อ.เมืองและอ.เชียงคาน จ.เลย

อธิบดีกรมทางหลวงกล่าวต่อไปอีกว่า ทางหลวงหมายเลข 201 ช่วงปากภู - เชียงคาน มีระยะทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 41 กม. กรมทางหลวงได้ดำเนินการขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องเป็น 4 ช่องจราจรมาแล้วเหลือระยะทาง ประมาณ 17.5 กม.ที่ยังเป็น 2 ช่องจราจร หากก่อสร้างขยายเป็นทาง 4 ช่องจราจรได้เสร็จตลอดสายทางหลวงหมายเลข 201 ช่วงปากภู – เชียงคาน จะอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วและความปลอดภัยในการเดินทาง แก่ประชาชน ยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถรองรับปริมาณการจราจรได้กว่า 25,000 คันต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 12,000 คันต่อวัน นอกจากนี้เส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 201 ( สีคิ้ว – เชียงคาน) ถือเป็นเครือข่ายสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอ.เชียงคาน จ.เลย และสามารถเดินทางเชื่อมโยงไปสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกหลายแห่ง ถือเป็นโครงข่ายคมนาคมในการเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านกลางกับด้านเหนือ คือระหว่าง อ.สีคิ้วจังหวัดนครราชสีมา ผ่านจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดขอนแก่น ส่วนด้านอำเภอชุมแพ สิ้นสุดที่ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 382 กม.

สำหรับโครงการขยายช่องจราจรปากภู - เชียงคาน 2 ตอนที่เหลือนั้น ขณะนี้ตอนที่ 2 ได้รับงบประมาณแล้ว 134 ล้านบาท ระยะทาง 5 กม. คาดว่าแล้วเสร็จภายในปี 62 ส่วนตอนที่ 3 ระยะทาง 6.5 กม.เตรียมขอ งบประมาณในปี63 จำนวน 194 ล้านบาท เพื่อขยายตอนที่เหลือ คาดก่อสร้างแล้วเสร็จ ก.ย. 63

กรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้สรุปรายงานข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงทั่วประเทศประจำ เดือนสิงหาคม 2561 จากการรายงานอุบัติเหตุทางระบบ HAIMS พบว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวงในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จำนวน 796 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 123 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 757 คน จำนวน รถที่เกิดอุบัติเหตุ 1,088 คัน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของกรมทางหลวงเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบสถิติอุบัติเหตุประจำเดือนสิงหาคม ๒๕60 จำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4% ผู้เสียชีวิตลดลง 10% บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 11% จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 3% ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุมาจากผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด 69% (467 ครั้ง) รองลงมาได้แก่ การตัดหน้าระยะกระชั้นชิด 7% (52 ครั้ง) หลับใน 6% (44 ครั้ง) และอุปกรณ์รถบกพร่อง 4% (31 ครั้ง)

สำหรับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบริเวณทางตรง 55% (435 ครั้ง) ทางโค้งปกติ 21% (169 ครั้ง) และทางแยก 8% (62 ครั้ง) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ 34% (376 คัน) รถยนต์นั่ง 24% (257 คัน) และรถบรรทุกมากกว่า 10 ล้อ (รถพ่วง) 11% (121 คัน) ซึ่งหากจำแนกตามภาคของการเกิดอุบัติเหตุพบว่าเส้นทางในภาคเหนือเกิดอุบัติเหตุสูงสุด 26% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24% และภาคใต้ 18% นอกจากนี้ ทางหลวงที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ ทางหลวงหมายเลข 304 วังน้ำเขียว – ดอนขวาง จำนวน 14 ครั้ง หากจำแนกตามรายจังหวัดพบว่าจังหวัดนครราชสีมาเกิดอุบัติเหตุสูงสุด รองลงมาได้แก่ จังหวัดตาก จังหวัดสงขลา ตามลำดับ

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้มีมาตรการแก้ไขที่ได้ดำเนินการร่วมกับตำรวจทางหลวงในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจจับความเร็วยานพาหนะที่วิ่งบนทางหลวง ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดและป้องกันอุบัติเหตุ ที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูฝนอาจทำให้ถนนลื่นและบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางโปรดขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของท่านและผู้ร่วมทาง รวมถึงป้องกันและลดอุบัติเหตุให้ได้ประสิทธิผลและขอความร่วมมือปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม “ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัด”

หากประชาชนผู้ใช้ทางต้องการแจ้งอุบัติเหตุหรือสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด ๒๔ ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

รายงานข่าวจากฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมทางหลวง แจ้งว่าตามที่กรมทางหลวงได้ดำเนิน โครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ฝั่งขาออก บริเวณสะพานเข้าท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อเพิ่มช่องจราจรทางตรง เป็น 3 ช่องจราจร เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและลดปัญหาการจราจรหนาแน่นบริเวณดังกล่าว เนื่องจากลักษณะเส้นทางที่มีอยู่เดิมเป็นคอขวดนั้นโดยกำหนดแล้วเสร็จประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2561 ในการนี้ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี) จะดำเนินการปิดการจราจรทั้งขาเข้าและขาออก  บนทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ตอน งามวงศ์วาน – ดอนเมือง ที่กม.24+279 ระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2561 เวลา 22.00 – 04.00 น. เพื่อปรับปรุงสะพานลอยคนเดินข้ามบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง โดยถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้าจะทำการปิดช่องทางหลักชั่วคราว ระหว่าง กม. 24+000 – 24+300 ให้เบี่ยงไปใช้ช่องทางหลักขาออกแทน และถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกจะทำการปิดช่องทางหลักชั่วคราว ระหว่าง กม. 24+000 – 24+300 ให้ใช้ช่องทางคู่ขนานขาออกหน้าวัดดอนเมืองแทน  

นอกจากนี้ กรมทางหลวง โดยสำนักงานทางหลวงที่ 13 (กรุงเทพ) จะดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานเข้าอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานดอนเมือง บนทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ที่กม.24+279 จึงมีความจำเป็นต้องยกเลิกการใช้สะพานลอยคนเดินข้ามชั่วคราว (หน้าวัดดอนเมือง) ระหว่างวันที่ 14 - 30 กันยายน 2561 รวมระยะเวลา  15 วัน เพื่อทำการทุบรื้อและยกวางคานสะพานลอยคนเดินข้ามใหม่ โดยให้ใช้สะพานลอยคนเดินข้ามที่โรงแรมอมารีแทน 

ทั้งนี้ หากผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง หรือต้องการแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)