บริการทางหลวง

กรมทางหลวง โดย ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี) จะดำเนินการติดตั้งชุดเสริมกำลังตอม่อสะพาน และเข้าดำเนินการขุดหาเสาเข็มของโครงสร้างเดิมบริเวณตอม่อกลาง พร้อมติดตั้งเครื่องมือเพื่อทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม ช่วงสะพานทางเข้าท่าอากาศยานดอนเมือง ทล.31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ที่ กม.24+279 ฝั่งขาออก ในโครงการปรับปรุงสะพานทางเข้าท่าอากาศยานดอนเมือง ทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ตอน งามวงศ์วาน - ดอนเมือง จึงมีความจำเป็นต้องปิดการจราจร 1 ช่อง ด้านขวาทาง (ขาเข้าเลนชิดเกาะกลาง) ถนนวิภาวดีรังสิต ในวันพุธที่ 24 มกราคม 2561 ถึงวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561 ระหว่างเวลา 22:00 - 04:00 น.  

โดยในระหว่างดำเนินการอาจทำให้การจราจรติดขัด ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า รวมถึงใช้เส้นทางอย่างระมัดระวังมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณงานก่อสร้าง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ขอความร่วมมือ “ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัดนิรภัย” ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆ ระหว่างดำเนินการ ได้ที่ นายจิระพล จูห้อง นายช่างโครงการฯ โทร. 08-5911-2895 หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) 

กรมทางหลวง โดยแขวงทางหลวงอ่างทอง จะดำเนินยกคานสะพานขึ้นตั้งบนตอม่อ เพื่อซ่อมแซมสะพานลอยคนเดินข้ามซึ่งถูกรถบรรทุกพ่วงเฉี่ยวชนได้รับความเสียหาย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 บนทางหลวงหมายเลข 32 ตอน อ่างทอง – ไชโย บริเวณ กม.50+700 ในพื้นที่ ตำบลบ้านอิฐ  อำเภอเมือง  จังหวัดอ่างทอง 

ทั้งนี้ วันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป แขวงฯ จะทำการปิดทางหลัก ขาออก กทม. ที่ กม.49+700 เพื่อให้รถเบี่ยงเข้าสู่ทางขนานและจะกลับเข้าเส้นทางหลักอีกครั้งที่บริเวณ กม.50+800 เพื่อหลีกเลี่ยงและระมัดระวังในการเดินทางช่วงวันและเวลาดังกล่าว กรมทางหลวงขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า รวมถึงใช้เส้นทางอย่างระมัดระวังมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณงานก่อสร้าง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น  ในระหว่างดำเนินการอาจทำให้การจราจรติดขัด ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และ ขอความร่วมมือ “ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัดนิรภัย” ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการได้ที่แขวงทางหลวงอ่างทอง โทร. 0 3566 1742 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) 

ตามที่สื่อมวลชนได้เสนอข่าวในประเด็น นางสุนีย์ ภูติวณิชย์ นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งแหลมฉบังชลบุรี ผลกระทบจากการปิดทางเข้า-ออก ถนนมอเตอร์เวย์ สาย 7 กรุงเทพฯ-พัทยา ช่วงชลบุรี-พัทยา นั้นกรมทางหลวงโดยกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ขอเรียนชี้แจงดังนี้

1. จากการเปิดใช้ด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยาในช่วงแรก นั้น ส่งผลให้ทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษที่บริเวณแยกสัญญาณไฟจราจรบนทางหลวงหมายเลข 3701, 3702, 3608 และ 3611 เกิดการจราจรคับคั่ง ซึ่งกรมทางหลวงได้ร่วมกับตำรวจในพื้นที่ เช่น สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เก็บรวบรวมข้อมูลจราจร รวมทั้งเรียนรู้พฤติกรรมของการสัญจรที่เข้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยเฉพาะบริเวณทางแยกที่อยู่บนทางคู่ขนาน ได้แก่ ทางแยกเก้ากิโล ทางแยกซากยายจีน ทางแยกแม่กิมบ๊วย ทางแยกหนองยายบู่ และทางแยกห้วยเฝ้า โดยนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์เชิงวิศวกรรม ทำการปรับรอบสัญญาณไฟจราจรที่ทางแยกต่างๆ (Phasing) ให้มีความสอดคล้องกับปริมาณจราจรที่เข้าใช้ในแต่ละทิศทาง เช่น ปรับเพิ่มสัญญาณไฟในรถทิศทางหลักให้วิ่งผ่านได้นานขึ้นสอดคล้องกับปริมาณจราจรบนทางหลวง พร้อมทั้งปรับกายภาพของช่องทางเลี้ยวและจุดกลับรถต่างๆ 22 จุด ส่งผลให้ในปัจจุบันสามารถบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดการเกิดแถวคอยสะสม ทำให้การจราจรมีความคล่องตัวมากขึ้น

2. ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงกรุงเทพ-ชลบุรี เป็นทางสายหลักที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพื้นที่และการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออก (ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง) เป็นมูลค่ามหาศาลตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยกรมทางหลวงได้พัฒนาโครงข่ายทางหลวงอื่นๆ เพื่อรองรับการเดินทางร่วมกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ด้วย อาทิเช่น การเพิ่มช่องจราจรทางหลวงหมายเลข 314 (ฉะเชิงเทรา) จาก 4 มาเป็น 6-8 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 344 จาก 4 มาเป็น 6 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 331 (มาบเอียง) จาก 4 มาเป็น 6-8 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 36 จาก 4 มาเป็น 8 ช่องจราจร ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงทางแยกระดับหนองขาม-ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง จาก 4 มาเป็น 14 ช่องจราจร นอกจากนี้ ยังมีทางหลวงแผ่นดินสายใหม่ 3701 / 3702 ขนาด 2-3 ช่องจราจรต่อทิศทางขนานกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 อีกด้วย ปัจจุบันทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กรุงเทพ-ชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด เป็นทางหลวงหลักที่สำคัญของภาคตะวันออก รองรับระบบ Logistics การขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว ที่ได้มาตรฐานในระดับสากล มีความสะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาในการเดินทาง ลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า ทั้งยังสามารถควบคุมเวลาในการเดินทางและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ทาง ตลอดจนเป็นโครงข่ายเส้นทางสายหลักสอดรับกับการพัฒนาของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย (EEC) ทั้งหมดนี้จะส่งเสริมภาพรวมในการลงทุนพัฒนาพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

3. ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา มีทางเข้าออกผ่านทางแยกต่างระดับตามมาตรฐานสากลในทุกทิศทาง ได้แก่ ทางแยกต่างระดับบ้านบึง ทางแยกต่างระดับบางพระ (คีรีนคร) ทางแยกต่างระดับหนองขาม ทางแยกต่างระดับโป่ง และทางเข้าออกที่ด่านฯ พัทยา รวมมีจุดทางเข้า-ออกทั้งสิ้น 19 จุด ซึ่งสอดคล้องกับโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินดังที่ได้กล่าวในข้างต้น โดยการกำหนดจุดทางเข้า-ออกเป็นระยะๆ ตามหลักวิศวกรรมจราจร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวของรถในทางสายหลัก และเกิดความปลอดภัยในการขับขี่มากที่สุด โดยเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล

4. ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวได้เหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับทาง เข้า-ออกให้เป็นไปตามมาตรฐานและลดอุบัติเหตุ โดยใช้ทางเข้า-ออกบริเวณทางแยกต่างระดับซึ่งเป็นรูปแบบการเชื่อมโยงทางถนนที่มีความปลอดภัย (Road Safety) สูงสุดตามมาตรฐานสากล ในภาพรวมจึงส่งผลให้รถบัสนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยระยะเวลาลดลงและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งจะส่งเสริมเศรษฐกิจภาคธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกให้ดียิ่งขึ้น

5. การเปิดช่องทางเข้า-ออกทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองกับทางหลวงแผ่นดินในบริเวณใด จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มีการศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อก่อสร้างทางเข้า-ออก เป็นต้น

ทั้งนี้ ทางหลวงพิเศษหมายเลข7 เป็นเส้นทางมีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมทั้งในภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยแนวเส้นทางที่สามารถรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าในภาคตะวันออกไปยังทั่วทุกภูมิภาค เชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งทางรถไฟ และการขนส่งทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียน 

 

 

นายประมณฑ์ สถาพรนานนท์ วิศวกรใหญ่ด้านสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทางหลวงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี – สาละวัน) เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว       มีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 50 และคาดว่าจะออกแบบแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2561 พื้นที่ศึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานี ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาตาล อำเภอเขมราฐ โดยแนวเส้นทางที่ได้รับการคัดเลือกและเหมาะสมของโครงการ       มีจุดเริ่มต้นที่ กม.23+350 (บ้านโนนตาล ต.นาตาล  อ.นาตาล) จุดสิ้นสุดที่ กม.546+800 (เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน) รวมความยาวโดยประมาณ 25.8 กิโลเมตร สำหรับรูปแบบของสะพานจะเป็นสะพานโค้ง ARCH ซึ่งเป็นระบบ Tied Arch คานสะพานเป็นคอนกรีตหรือผสมระหว่างเหล็กกับคอนกรีต ทำให้โครงสร้างสะพานมีความแข็งแรง มีความโดดเด่นด้วยเส้นนอน 

ปัจจุบันการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปเมืองละครเพ็ง แขวงสาละวัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้มีการขนส่งทางเรือผ่านด่านพรมแดนบ้านปากแซง จ.อุบลราชธานี ทำให้ขนส่งสินค้าได้จำนวนน้อยและ ไม่สะดวกในการเดินทาง ซึ่งจากการประชุมเรื่องการพัฒนาร่วมกันเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ระหว่างฝ่ายไทยกับฝ่ายสปป.ลาว จึงเห็นควรให้มีการจัดทำโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงบริเวณนี้ โดยการศึกษาต้องพิจารณาถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาทางหลวงให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียนต่อไป อีกทั้ง โครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 6 จะช่วยให้ประชาชนเดินทางระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว ได้สะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาการเดินทาง รวมทั้ง ส่งเสริมภาคธุรกิจขนส่งและการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถติดตามความก้าวหน้าของโครงการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ www.6thkongriverbridge.com สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง โทร. 0 2354 1027 และสายด่วน  กรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างสะพาน จะดำเนินการติดตั้งชิ้นส่วนคานพื้นสะพานสำเร็จรูป (Pier Segment และ Box Segment) และโครงเหล็ก ช่วงข้ามทางหลวงหมายเลข 9 (ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) กับทางหลวงหมายเลข 345 ที่ กม.49+500  ในพื้นที่ ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ในระหว่างวันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2561 ถึงวันอังคารที่ 30 มกราคม 2561 โดยมีกำหนดช่วงเวลา ดังนี้ 

- วันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2561 เวลา 22.00 น. – 04.00 น. ทำการติดตั้งชิ้นส่วนบนตอม่ออยู่ร่องกลาง ระหว่าง ทล.9 ขาออก (ไปบางปะอิน) และขาเข้า (ไปบางบัวทอง) ปิดการจราจร 2 ช่อง เปิดการจราจร 1 ช่อง  

- วันที่ 21 – 30 มกราคม 2561 เวลา 22.00 น. – 04.00 น. ทำการติดตั้งชิ้นส่วนพื้นสะพาน ช่วงยกข้าม ทล.9 ขาเข้า (ไปบางบัวทอง) ปิดการจราจร 2 ช่อง เปิดการจราจร 1 ช่อง 

ในระหว่างดำเนินการอาจทำให้การจราจรติดขัด ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า รวมถึงใช้เส้นทางอย่างระมัดระวังมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณงานก่อสร้าง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ขอความร่วมมือ “ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัดนิรภัย” ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการได้ที่โครงการฯ โทร. 08 1966 9958 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)