บริการทางหลวง

กรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร การอำนวยความปลอดภัยในงานก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยบนทางหลวงให้กับผู้ใช้ทางหลวงและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงดำเนินการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง ศูนย์สร้างทาง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพาน ให้มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยบนทางหลวงตามนโยบายการบำรุงรักษาเขตทางหลวง 11 ข้อ ประกอบด้วย 1.กำชับให้จัดระเบียบป้ายเอกชนและป้ายโฆษณาที่ผิดกฎหมาย โดยรื้อออกให้หมด ไม่ให้บดบังป้ายจราจรที่ติดตั้งอยู่ 2.ให้ตรวจ สอบการรุกล้ำเขตทางหลวงต้องรื้อออกให้หมด 3.ดูแลความสะอาดเรียบร้อยบนทางหลวง สะพานลอยคนข้าม และใต้สะพาน 4.สะพานลอยคนข้ามต้องทำทางเดิน  ส่งต่อให้ถึงจุดหมายโดยเฉพาะหน้าโรงเรียนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน 5.ราวสะพานกำแพงคอนกรีต ต้องสะอาด และทาสีกันตะไคร่น้ำ 6.งานบำรุงงานก่อสร้างจะต้องติดตั้งป้ายและสัญญาณให้ครบตามมาตรฐาน 7.งานบำรุงระยะสั้นต้องวางอุปกรณ์เตือนล่วงหน้าทุกครั้ง เช่น ป้ายงานก่อสร้าง เพื่อความปลอดภัย ทั้งผู้สัญจรและพนักงาน 8.งานซ่อมบำรุงต้องมีความประณีต 9.ตรวจสอบความชำรุดของไฟฟ้าแสงสว่างเป็นประจำไฟฟ้าแสงสว่างต้องไม่ดับ 10.ตรวจสอบการสะท้อนแสงของป้ายและอุปกรณ์นำทาง 11. ถนนทุกสายควรสะอาดและสวยงาม

นายสุจิณ มั่งนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง เปิดเผยว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นรุ่นที่ 3 แล้วโดยครั้งนี้ประกอบไปด้วยบุคลากรในสังกัด สำนักงานทางหลวงที่ 13 (กรุงเทพ) สำนักงานทางหลวงที่ 14 (ชลบุรี) สำนักงานทางหลวงที่ 15 (ประจวบคีรีขันธ์) และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่3 (ปทุมธานี) จำนวนทั้งสิ้น 250 คน โดยเป้าหมายจะดำเนินการอบรมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เนื้อหาในการอบรมจะมีข้อปฏิบัติ การบำรุงรักษาทางหลวง การตรวจสอบความปลอดภัย ในงานบำรุงรักษาทางหลวงและงานก่อสร้าง  ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงานอำนวยความปลอดภัย  งานอำนวยความปลอดภัยตามข้อสั่งการของรัฐมนตรี  นอกจากนี้ ยังได้มีการอบรมการติดตั้งสิ่งอำนวยความปลอดภัยต่างๆบริเวณงานก่อสร้างอีกด้วย 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่พร้อมสอดรับกับนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอำนวยความสะดวกในงานก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวง การตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยบนทางหลวงให้กับผู้ใช้ทางหลวงและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่อไป

ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ได้แชร์คลิปและภาพ กรณีได้รับอุบัติเหตุจากการก่อสร้างโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ หมายเลข 6 บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา  ที่กม. 81-82 ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พร้อมทั้งเนื้อหาระบุไร้การเยียวยาและไร้จิตสำนึกรับผิดชอบจากเหตุกาณ์รถปั๊มคอนกรีตของโครงการถอยชนเสาไฟฟ้าในโครงการล้มทับรถพังยับและผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 3 คน โยนเงินค่าสินไหมให้เพียง 50,000 บาท

กรมทางหลวงขอเรียนชี้แจงดังนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลาประมาณ 17.00 น. บนทางหลวงหมายเลข 2 ช่วง กม. 81-81 ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาซึ่งบริเวณดังกล่าวมีโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลขหมายเลข 6 บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา โดยลักษณะการเกิดเหตุ ได้มีรถปั๊มบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ได้ถอยรถไปชนเสาไฟฟ้าบริเวณหน้างาน ทำให้ไฟฟ้าล้มและไม้คอนสายไฟได้หลุดไปบริเวณกลางถนน ในขณะนั้นได้มีรถโตโยต้า อัสติส  สีขาว วิ่งมาชนไม้คอยสายดังกล่าว หลังจากนั้นทางบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และโครงการก่อสร้างได้เขาไปช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลและได้ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดในระหว่างรักษาตัว

หลังจากนั้นมีการเจรจาระหว่างบริษัทกรุงเทพประกันภัย  ซึ่งเป็นบริษัทที่รับประกันกับทางบริษัทผู้รับจ้างกับผู้เสียหาย ครั้งที่ 1 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2561 ครั้งที่2 วันที่ 30 มิถุนายน 2561  ผู้เสียหายเรียกร้อง ดังนี้

1.รถยนต์คันใหม่1คัน พร้อมทั้งขอซากรถคันเก่าคืน 

2.เงินค่าเยียวยา 1,000,000 บาท (ค่าขาดรายได้)

3.ค่าทนายความ 500,000 บาท

ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจราจาระหว่างผู้เสียหายและบริษัทประกันภัย 

ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอเรียนว่ากรมทางหลวงมีความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้กำชับให้นายช่างผู้ควบคุมงานและผู้รับจ้าง เพิ่มมาตรการ อำนวยความปลอดภัยระหว่างก่อสร้าง รวมทั้งเพิ่มป้ายเตือนป้ายแนะนำ  ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างในโครงการก่อสร้าง รวมทั้งตรวจสอบ อุปกรณ์ต่างๆในงานก่อสร้างไม่ให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวอีกต่อไป

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ได้ให้ความสนับสนุนรัฐบาลไทยโดยอนุมัติวงเงินกู้ Loan 3582-TH GMS HEP Phase II (Greater Mekong Subregion (GMS) Highway Expansion Phase 2 Project (HEP 2) ) สำหรับใช้พัฒนาขยายทางหลวงหมายเลข 22 ตอน อ.หนองหาน-อ.พังโคน ตอน สกลนคร-นครพนม และทางหลวงหมายเลข 23 ตอน ร้อยเอ็ด-ยโสธร ให้เป็น 4 ช่องจราจรโดยมีวงเงินทั้งสิ้น 6,808 ล้านบาท แบ่งเป็นกรอบวงเงินกู้ 50% หรือเท่ากับ 3,404 ล้านบาท และเงินงบประมาณ 50% ตามมติ ครม. ทั้งนี้เนื่องจากจากผลการประเมินของ ADB พบว่า โครงการต่างๆก่อนหน้านี้ที่ ADB ให้ความสนับสนุน เช่น โครงการก่อสร้างทางสายหลักให้เป็น 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 12 พิษณุโลก-อ.หล่มสัก และทางหลวงหมายเลข 359 อ.พนมสารคาม-สระแก้ว ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยและบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของโครงการ จากผลการประเมินของ ADB พบว่าผลการดำเนินการเบิกจ่ายของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ มีประสิทธิภาพการบริหารโครงการดีเยี่ยม

โดยโครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 22 ตอน อ.หนองหาน-อ.พังโคน และตอน สกลนคร-นครพนม เป็นการก่อสร้างขยายจากทาง 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร มาตรฐานทางชั้นพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางหลวงสายเอเชีย หมายเลข 15 (AH15) ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขงที่จ.นครพนม เชื่อมต่อไปยังเมืองท่าแขก สปป.ลาว และเมืองวินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและยังสามารถเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ นอกจากนี้เส้นทางโครงข่าย เลย-อุดรธานี-สกลนคร-นครพนม ยังเป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงพื้นที่ด่านชายแดนนครพนมและพื้นที่ด่านชายแดนหนองคายเข้าด้วยกัน และเป็นโครงข่ายที่สนับสนุนแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2 (เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนมและเขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย)

สำหรับโครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 23 ตอน ร้อยเอ็ด-ยโสธร เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโครงข่าย นครสวรรค์-ชัยภูมิ-อ.บ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-ยโสธร-อุบลราชธานี-ช่องเม็ก เชื่อมโยงพื้นที่ด่านชายแดนช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และเชื่อมต่อเข้าสู่โครงข่ายระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ผ่านทางหลวงหมายเลข 21 ที่ อ.แก่งคร้อ เพื่อเข้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจที่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีความสำคัญช่วยส่งเสริมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากตอนใต้ของสปป.ลาว ผ่านไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อีกทางหนึ่ง

อธิบดีกรมทางหลวงยังกล่าวต่อไปอีกว่า กรมทางหลวงได้พิจารณาเพิ่มเติมด้านความปลอดภัยในเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกที่มีปริมาณมาก ซึ่งเดิมการจอดพักตามข้างทางหรือไหล่ทางของรถบรรทุกอาจก่อให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุและทำให้เกิดอุปสรรคด้านความคล่องตัวของการจราจร หรือการขับรถทางไกลเป็นระยะเวลานานโดยไม่หยุดพักทำให้สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้เส้นทางจึงได้ออกแบบให้มีพื้นที่จุดพักรถบรรทุก หรือ Truck Rest Area จำนวน 3 จุด ได้แก่ สกลนคร-นครพนม ตอน 2 ร้อยเอ็ด-ยโสธร ตอน 1 และ 2 รวมทั้งให้มีสถานีตรวจสอบน้ำหนักบนเส้นทางดังกล่าว และได้มีการกำหนดจุดตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุกบนสายทาง หรือ Virtual Weight Station ช่วง อ.หนองหาน-อ.พังโคน ตอน 2 เพื่อควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการบรรทุกน้ำหนักเกินที่จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของทางหลวง และช่วยประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงทางของประเทศต่อไป

กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 2 จะทำการเบี่ยงการจราจรบนทางหลวงหมายเลข 362 (ทางเลี่ยงเมืองสระบุรี ฝั่งตะวันออก ใกล้ทางแยกเข้าวัดพระพุทธฉาย) อ.เมือง จ.สระบุรี ประมาณกม.25 – กม.27 เพื่อทำการติดตั้งโครงสร้างส่วนบนของสะพาน (Segment) ของโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา ซึ่งต้องใช้พื้นที่และเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ในการดำเนินงาน จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรชั่วคราวตั้งแต่วันที่10 กรกฎาคม 2561 ถึง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 หรือจนกว่างานจะแล้วเสร็จ ระหว่างเวลา 07.00 – 17.00 น. 

ในระหว่างดำเนินการอาจทำให้ ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ประชาชนใช้เส้นทางอย่างระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางในวันเวลาดังกล่าว รวมทั้ง ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้ทาง 

ทั้งนี้ ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการได้ที่แขวงทางหลวงสระบุรี โทร. 03 621 1105 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างสะพาน จะดำเนินการก่อสร้างตอม่อสะพาน Ramp.113 Ramp.118 และ Ramp.119  บริเวณเกาะกลางถนนบนทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ระหว่าง กม. 55+567 ถึง 56+233 ของโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสาย บางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา ช่วง กม. ๐+๐๐๐.๐๐๐ ถึง กม. ๕+๔๗๐.๖๗๓ (EAST SPUR LINE) (รวมทางแยกต่างระดับบางปะอิน ๑) ตอน 2 กรมทางหลวงจึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงจราจร ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ถึง 8 เมษายน 2562 โดยจะทำการเบี่ยงจราจร ดังนี้ 

• รถที่มาจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปสระบุรี จะเบี่ยงช่องจราจรขวาสุด จำนวน 1 ช่องจราจร และลดจำนวนช่องจราจรจาก 7 ช่องจราจร เหลือ 6 ช่องจราจร 

• รถที่มาจากสระบุรีมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ จะเบี่ยงช่องจราจรขวาสุด จำนวน 1 ช่องจราจร โดยมีจำนวน 3 ช่องจราจรเท่าเดิม 

ในระหว่างดำเนินการอาจทำให้การจราจรติดขัด ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวงต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอความร่วมมือผู้สัญจรใช้เส้นทางอย่างระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้านแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด 

ทั้งนี้ ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไปสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่าง ๆ ระหว่างดำเนินการได้ที่สำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง โทร. 0 2354 0066 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)