บริการทางหลวง

ตามที่สื่อมวลชนได้เสนอข่าวในประเด็น นางสุนีย์ ภูติวณิชย์ นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งแหลมฉบังชลบุรี ผลกระทบจากการปิดทางเข้า-ออก ถนนมอเตอร์เวย์ สาย 7 กรุงเทพฯ-พัทยา ช่วงชลบุรี-พัทยา นั้นกรมทางหลวงโดยกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ขอเรียนชี้แจงดังนี้

1. จากการเปิดใช้ด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยาในช่วงแรก นั้น ส่งผลให้ทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษที่บริเวณแยกสัญญาณไฟจราจรบนทางหลวงหมายเลข 3701, 3702, 3608 และ 3611 เกิดการจราจรคับคั่ง ซึ่งกรมทางหลวงได้ร่วมกับตำรวจในพื้นที่ เช่น สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เก็บรวบรวมข้อมูลจราจร รวมทั้งเรียนรู้พฤติกรรมของการสัญจรที่เข้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยเฉพาะบริเวณทางแยกที่อยู่บนทางคู่ขนาน ได้แก่ ทางแยกเก้ากิโล ทางแยกซากยายจีน ทางแยกแม่กิมบ๊วย ทางแยกหนองยายบู่ และทางแยกห้วยเฝ้า โดยนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์เชิงวิศวกรรม ทำการปรับรอบสัญญาณไฟจราจรที่ทางแยกต่างๆ (Phasing) ให้มีความสอดคล้องกับปริมาณจราจรที่เข้าใช้ในแต่ละทิศทาง เช่น ปรับเพิ่มสัญญาณไฟในรถทิศทางหลักให้วิ่งผ่านได้นานขึ้นสอดคล้องกับปริมาณจราจรบนทางหลวง พร้อมทั้งปรับกายภาพของช่องทางเลี้ยวและจุดกลับรถต่างๆ 22 จุด ส่งผลให้ในปัจจุบันสามารถบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดการเกิดแถวคอยสะสม ทำให้การจราจรมีความคล่องตัวมากขึ้น

2. ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงกรุงเทพ-ชลบุรี เป็นทางสายหลักที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพื้นที่และการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออก (ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง) เป็นมูลค่ามหาศาลตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยกรมทางหลวงได้พัฒนาโครงข่ายทางหลวงอื่นๆ เพื่อรองรับการเดินทางร่วมกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ด้วย อาทิเช่น การเพิ่มช่องจราจรทางหลวงหมายเลข 314 (ฉะเชิงเทรา) จาก 4 มาเป็น 6-8 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 344 จาก 4 มาเป็น 6 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 331 (มาบเอียง) จาก 4 มาเป็น 6-8 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 36 จาก 4 มาเป็น 8 ช่องจราจร ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงทางแยกระดับหนองขาม-ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง จาก 4 มาเป็น 14 ช่องจราจร นอกจากนี้ ยังมีทางหลวงแผ่นดินสายใหม่ 3701 / 3702 ขนาด 2-3 ช่องจราจรต่อทิศทางขนานกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 อีกด้วย ปัจจุบันทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กรุงเทพ-ชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด เป็นทางหลวงหลักที่สำคัญของภาคตะวันออก รองรับระบบ Logistics การขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว ที่ได้มาตรฐานในระดับสากล มีความสะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาในการเดินทาง ลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า ทั้งยังสามารถควบคุมเวลาในการเดินทางและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ทาง ตลอดจนเป็นโครงข่ายเส้นทางสายหลักสอดรับกับการพัฒนาของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย (EEC) ทั้งหมดนี้จะส่งเสริมภาพรวมในการลงทุนพัฒนาพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

3. ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา มีทางเข้าออกผ่านทางแยกต่างระดับตามมาตรฐานสากลในทุกทิศทาง ได้แก่ ทางแยกต่างระดับบ้านบึง ทางแยกต่างระดับบางพระ (คีรีนคร) ทางแยกต่างระดับหนองขาม ทางแยกต่างระดับโป่ง และทางเข้าออกที่ด่านฯ พัทยา รวมมีจุดทางเข้า-ออกทั้งสิ้น 19 จุด ซึ่งสอดคล้องกับโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินดังที่ได้กล่าวในข้างต้น โดยการกำหนดจุดทางเข้า-ออกเป็นระยะๆ ตามหลักวิศวกรรมจราจร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวของรถในทางสายหลัก และเกิดความปลอดภัยในการขับขี่มากที่สุด โดยเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล

4. ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวได้เหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับทาง เข้า-ออกให้เป็นไปตามมาตรฐานและลดอุบัติเหตุ โดยใช้ทางเข้า-ออกบริเวณทางแยกต่างระดับซึ่งเป็นรูปแบบการเชื่อมโยงทางถนนที่มีความปลอดภัย (Road Safety) สูงสุดตามมาตรฐานสากล ในภาพรวมจึงส่งผลให้รถบัสนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยระยะเวลาลดลงและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งจะส่งเสริมเศรษฐกิจภาคธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกให้ดียิ่งขึ้น

5. การเปิดช่องทางเข้า-ออกทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองกับทางหลวงแผ่นดินในบริเวณใด จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มีการศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อก่อสร้างทางเข้า-ออก เป็นต้น

ทั้งนี้ ทางหลวงพิเศษหมายเลข7 เป็นเส้นทางมีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมทั้งในภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยแนวเส้นทางที่สามารถรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าในภาคตะวันออกไปยังทั่วทุกภูมิภาค เชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งทางรถไฟ และการขนส่งทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียน 

 

 

กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างสะพาน จะดำเนินการติดตั้งชิ้นส่วนคานพื้นสะพานสำเร็จรูป (Pier Segment และ Box Segment) และโครงเหล็ก ช่วงข้ามทางหลวงหมายเลข 9 (ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) กับทางหลวงหมายเลข 345 ที่ กม.49+500  ในพื้นที่ ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ในระหว่างวันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2561 ถึงวันอังคารที่ 30 มกราคม 2561 โดยมีกำหนดช่วงเวลา ดังนี้ 

- วันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2561 เวลา 22.00 น. – 04.00 น. ทำการติดตั้งชิ้นส่วนบนตอม่ออยู่ร่องกลาง ระหว่าง ทล.9 ขาออก (ไปบางปะอิน) และขาเข้า (ไปบางบัวทอง) ปิดการจราจร 2 ช่อง เปิดการจราจร 1 ช่อง  

- วันที่ 21 – 30 มกราคม 2561 เวลา 22.00 น. – 04.00 น. ทำการติดตั้งชิ้นส่วนพื้นสะพาน ช่วงยกข้าม ทล.9 ขาเข้า (ไปบางบัวทอง) ปิดการจราจร 2 ช่อง เปิดการจราจร 1 ช่อง 

ในระหว่างดำเนินการอาจทำให้การจราจรติดขัด ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า รวมถึงใช้เส้นทางอย่างระมัดระวังมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณงานก่อสร้าง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ขอความร่วมมือ “ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัดนิรภัย” ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการได้ที่โครงการฯ โทร. 08 1966 9958 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

กรมทางหลวง โดยสำนักวิจัยและพัฒนางานทาง จะทำการสอบเทียบแปลงตรวจวัดโครงสร้างถนนลาดยาง   บนทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ที่กม.88+000 – กม.89+000 ระยะทาง 1 กิโลเมตร (ฝั่งขาเข้า)  ในพื้นที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เพื่อดำเนินการสอบเทียบ (Calibration) ระหว่างข้อมูลน้ำหนักลงเพลากับข้อมูลผลการตรวจวัดที่ได้จากแปลงทดสอบ ทั้งนี้ จึงมีความจำเป็นต้องปิดช่องจราจร 1 ช่องจราจร ระหว่างวันที่ 22 – 24  มกราคม 2561 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 16.00 น. รวมระยะเวลา 3 วัน

ในระหว่างดำเนินการอาจทำให้ ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ประชาชนใช้เส้นทางอย่างระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้ทาง 

สำหรับผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนางานทาง โทร.0 2354 0061 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการของการก่อสร้างทางรถไฟช่วงที่ 1 (ช่วงกลางดง – ปางอโศก) ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างให้นั้น ว่ากรมทางหลวงได้เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการเคลียร์พื้นที่ก่อสร้าง ถางป่า ขุดตอ รวมถึงก่อสร้างที่พักเจ้าหน้าที่และจัดเตรียมสำนักงานแล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างงานดินตัดและงานก่อสร้างแปลงทดสอบ รวมถึงงานปักหมุดเพื่อทำหลักฐานในงานก่อสร้างโครงการดังกล่าว ซึ่งมีความคืบหน้ากว่า 50%

อธิบดีกรมทางหลวงกล่าวต่อไปอีกว่าในส่วนงานที่กรมทางหลวงได้รับผิดชอบนั้นคาดว่าไม่มีปัญหาเนื่องจากกรมทางหลวงมีความพร้อมทั้งทางด้านบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนความพร้อมของเครื่องจักร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดเวลาอย่างแน่นอน และสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างวิศกรกรมทางหลวงและวิศวกรของประเทศจีน เพื่อเป็นต้นแบบในการก่อสร้างต่อไป ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่มอบนโยบายให้กับผู้ปฏิบัติงาน คือนอกจากการเรียนรู้ร่วมกันแล้วคือการใช้วัสดุต่างๆต้องใช้ของภายในประเทศให้มากที่สุด เพื่อเป็นมาตรฐานในการดำเนินงานในโครงการต่างๆต่อไป

นายธานินทร์  สมบูรณ์  อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่าตามที่กรมทางหลวงโดยกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองดำเนินโครงการก่อสร้างด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางถาวรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี – พัทยา ระยะทางประมาณ 42 กม. เพื่อให้เส้นทางช่วงนี้มีการควบคุมทางเข้า - ออกแบบสมบูรณ์ (Closed System)  มีระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม และมีระบบควบคุมการจราจรและขนส่งอัจฉริยะ (Intelligence Transpolat on System  : ITS) เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการแก่ผู้ใช้ทางทั้งด้านความสะดวก รวดเร็วและมีความปลอดภัยสูงสุดในการใช้เส้นทาง และได้เปิดทดลองใช้ในวันที่ 5 มกราคม 2561ที่ผ่านมา โดยเดินทางในช่วงใหม่ (ด่านบ้านบึง – ด่านพัทยา) ยังจะไม่คิดค่าผ่านทางเพื่อให้ประชาชนที่ใช้คุ้นเคยกับระบบดังกล่าวก่อนที่จะเปิดใช้งานจริงในวันที่ 19 เมษายน  ปี2561 และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ แก่ผู้ใช้ทางในระบบดังกล่าวมากยิ่งขึ้น กรมทางหลวง ขอแนะนำ เส้นทางที่จะออกจากด่านๆต่างดังต่อไปนี้ 

1. ด่านบ้านบึง  

ขาออก มุ่งหน้าพัทยา ตั้งอยู่ที่ กม. 72+582  ออกจากด่านบ้านบึง ผู้เดินทางสามารถใช้ ทล.หมายเลข 344  ซึ่งเป็นเส้นทาง ไป อ.แกลง จ.ระยอง ไป จังหวัดจันทบุรี  ไป จังหวัดตราด รวมถึงสามารถเข้าสู่ตัวเมืองชลบุรี ได้  ทั้งนี้  ส่วนผู้เดินทางที่มาจากอำเภอแกลงสามารถ เข้าออก ทางหลวงพิเศษหมายเลข7 ได้ทั้งมุ่งหน้า พัทยา หรือ เข้า กทม. รวมทั้งเข้าเมืองชลบุรีได้  

ขาเข้ามุ่งหน้ากรุงเทพฯ  เป็นเส้นทางที่ผู้เดินทางสามารถออกด่านบ้านบึงขาออกไปใช้ทางหลวงหมายเลข 344 เข้าสู่ตัวเมืองชลบุรี และสามารถเชื่อมทางหลวงหมายเลข361 มุ่งหน้าสู่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครได้ นอกจากนี้สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนสุขุมวิทได้ รวมถึงสามารถเดินทางไป อ.แกลง จ.ระยอง ไป จังหวัดจันทบุรี  ไป จังหวัดตราด  รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้ ได้โดยผ่าน ทางหลวงหมายเลข 344  

2. ด่านบางพระ 

ขาออก มุ่งหน้าพัทยา ตั้งอยู่ที่ กม.78+800 ออกจากด่านบางพระด่านนี้ ผู้เดินทางสามารถเดินทางไป อ.ศรีราชา สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนเสือศรีราชา อ่างเก็บน้ำบางพระ ถนนข้าวหลาม ถนนศรีราชา-  หนองยายบู่ รวมถึง ต.บางพระ  

ขาเข้า จะเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองชลบุรี และเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 361 สามารถเดินทางเข้ากรุงเทพได้โดยใช้ทางหลวงหมายเลข34  และถนนบูรพาวิถี รวมถึงเชื่อมกับถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯได้ 

3.  ด่านหนองขาม 

ขาออก มุ่งหน้าพัทยา ตั้งอยู่ที่ กม.97+800  ออกจากด่านหนองขาม ด่านนี้ ผู้เดินทางสามารถไปเชื่อมกับ ทล.331 ได้สามารถไปนิคมอุสาหกรรมต่างๆได้เช่น นิคมฯปิ่นทอง นิคมฯเหมราช สำนักงานเทศบาลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี รวมถึงไปสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ และสามารถวิ่งทางขนาน ทล.3071 ไปจังหวัดระยองได้  รวมถึงสามารถไปท่าเรือแหลมฉบังรวมถึงนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง  

ขาเข้า สามารถเข้าออกนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ และยังสามารถเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 331 นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางไป อ.ศรีราชา ต.บางพระ ชายหาดบางแสน ได้อีกด้วย 

4. ด่านโป่ง  

ขาออก มุ่งหน้าพัทยา ตั้งอยู่ที่ กม.117+075 ออกจากด่านนี้ผู้ใช้ทางสามารถไปเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข36 มุ่งหน้าไป จ.ระยองรวมถึงไป อำเภอบางละมุง ไปพัทยา และไปนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  

ขาเข้า ผู้ใช้ทางสามารถเข้าสูทางหลวงหมายเลข36 ซึ่งสามารถไปเทศบาลตำบลบางละมุง รวมถึงสามารถเดินทางไป จ.ระยองได้ 

5. ด่านพัทยา

ขาเข้าและขาออก  ตั้งอยู่ที่ 122+300 เป็นด่านสุดท้ายสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเมืองพัทยา ไป อ.สัตหีบ หรือผู้ที่จะเริ่มเข้าสู่ระบบปิดบนทางหลวงพิเศษหมายเลข7 มุ่งหน้าเข้า จ. จลบุรี  และกรุงเทพฯ 

อธิบดีกรมทางหลวงยังกล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้กรมทางหลวงยังได้เพิ่มป้ายเข้าออกบริเวณด่านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหารถติดบนทางหลวงหมายเลข3701  กับ 3702 เช่นการปรับสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กัน  แต่อย่างไรก็ตามกรมทางหลวง ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางศึกษาเส้นทางก่อนการออกเดินทาง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และที่สำคัญขอให้เคารพกฎจราจร กฎหมายอย่างเคร่งครัด หรือหากมีปัญหาในการเดินทาง โทรสอบถามได้ที่สายด่วน กรมทางหลวง1586 โทรฟรี 24 ชม.