ข่าวประชาสัมพันธ์

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 12  สายตาก-แม่สอด จังหวัดตากให้เป็น 4 ช่องจราจร ว่า ขณะนี้โครงการก่อสร้างทางสายนี้ช่วง ตอน 3 แล้วเสร็จ แล้ว ส่วนที่เหลือ ตอนที่ 4  มีความคืบหน้ากว่า 36 % 

อธิบดีกรมทางหลวงยังกล่าวต่อไปอีกว่าสำหรับโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 12  สายตาก -แม่สอด ตอน 3 นั้นกรมทางหลวงแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ตอน  ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 12 สาย ตาก - อ.แม่สอด ตอน 3 ส่วนที่ 1  และ ส่วนที่2 โดยได้ดำเนินการก่อสร้างระหว่าง กม. 49+266– 73+891 ระยะทางรวมประมาณ 24.6 กม. ก่อสร้างเป็นทางมาตรฐานทางชั้นพิเศษ4 ช่องจราจรไป – กลับข้างละ 2 ช่องจราจร และเพิ่มช่องจราจรด้านขาขึ้นไต่ลาดชัน (Climbing Lane) อีก 1 ช่องจราจร ผิวจราจรแบบ Asphalt Concrete ผิวกว้างช่องจราจรละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตร แบ่งทิศทางจราจรด้วย Barrier Concrete ซึ่งเมื่อโครงการก่อสร้างช่วงดังกล่าวนี้แล้วเสร็จ จะทำให้ทางหลวง สาย ตาก - แม่สอด ระยะทางประมาณ 86 กม. เป็น 4 ช่องจราจร เกือบตลอดสายเหลือเพียงโครงการก่อสร้างทางสาย ตาก - อ.แม่สอด ตอนที่ 4ที่ตั้งอยู่ระหว่าง กม.22+814 - กม.49+266 ระยะทางประมาณ 26.45 กม. ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562   

ทั้งนี้โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 12 จะไปเชื่อมกับเส้นทางไปยังสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1 และ แห่งที่ 2 เชื่อมต่อกับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก-ตะวันตก East West Economic Corridor- EWEC  และเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจสายใหม่ Western Economic Corridor-WEC ในฐานะที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นประตูหน้าด่านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน Asean Economics Community – AEC  ซึ่งเป็น Gateway. ตะวันตก ที่ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก นอกจากนี้ ทางหลวงสายดังกล่าวเป็นเส้นทางที่สวยงาม เป็นเส้นทางที่สามารถไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆของจังหวัดตากได้อีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากเป็นการสนับสนุนทั้งการค้าการท่องเที่ยวแล้วและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนสามารถเดินทางได้อย่าง สะดวก และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงยังขอความร่วมมือผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวให้ปฏิบัติตามป้ายเตือนป้ายแนะนำของกรมทางหลวงรวมทั้งปฎิบัติตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมคือ ขับช้า เปิดไฟหน้า และคาดเข็มขัด  

กรมทางหลวง จะทำเข้าดำเนินการติดตั้งชิ้นส่วนคานพื้นสะพานสำเร็จรูป และโครงเหล็ก ช่วงที่ข้ามทางหลวงหมายเลข 9 (ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) ที่ กม.49+500 ด้านฝั่งซ้าย (ฝั่งขาออก) ในโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 9 (ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) กับทางหลวงหมายเลข 345 ในพื้นที่ ตำบลละหาร อ.บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ในระหว่างวันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ระหว่างเวลา 22.00 น. – 04.00 น. จัดการจราจร ดังนี้

- ทางหลวงหมายเลข 9 ขาออก (ไปบางปะอิน) ปิดการจราจร 2 ช่องทาง เปิดการจราจร 1 ช่อง

- ทางหลวงหมายเลข 9 (ไปบางบัวทอง) วิ่งได้ปกติ 3 ช่องจราจร

ในระหว่างดำเนินการติดตั้งอาจทำให้การจราจรติดขัด ไม่สะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า รวมถึงใช้เส้นทางอย่างระมัดระวังมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณงานก่อสร้าง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ขอความร่วมมือ “ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัดนิรภัย” ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการได้ที่โครงการฯ โทร. 08 1966 9958 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) 

นายธานินทร์  สมบูรณ์  อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสะพานมิตรภาพไทย - ลาวแห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ว่าปัจจุบันได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนสำหรับการก่อสร้างโครงการแล้วเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ทั้งนี้กรมทางหลวงมีแผนจะเสนอของบประมาณปี 2562 เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป 

โครงการดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นที่ฝั่งประเทศไทย ที่จุดตัดทางหลวงหมายเลข 222 บริเวณกิโลเมตรที่  123+430 แนวเส้นทางส่วนใหญ่ตัดผ่านพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่นาและสวนยาง จุดที่ข้ามแม่น้ำโขงอยู่ระหว่างท่าทรายเซ็นจูรี่และท่าทรายสุวรรณศรี ซึ่งมีความกว้างแม่น้ำโขงบริเวณนี้ประมาณ 700 เมตร โดยแนวเส้นทางส่วนใหญ่จะผ่านพื้นที่ตำบลวิศิษฐ์ บางส่วนผ่านพื้นที่ตำบลบึงกาฬ และตำบลไคสี ในเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ รวมระยะทางในฝั่งประเทศไทยประมาณ 13 กิโลเมตร และสิ้นสุดโครงการที่ทางหลวงหมายเลข 13 บริเวณกิโลเมตรที่ 136+677 รวมระยะทางในฝั่ง สปป.ลาว 3.4 กิโลเมตร ระยะทางรวมตลอดโครงการ 16.34 กิโลเมตร  

สำหรับรูปแบบของโครงการเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร โดยจะมีช่องจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตรไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตร ในเขตทาง 60 เมตร โดยถนนฝั่งไทยระยะทาง 12.13 กิโลเมตร และถนนฝั่งลาวระยะทาง 2.86 กิโลเมตร รูปแบบสะพานข้ามแม่นํ้าโขงเป็นแบบสะพานคานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร มีไหล่ทางและทางเท้าโดยมีความยาวช่วงข้ามแม่นํ้าโขง 810 เมตร และทางลาดขึ้นลงสะพานทั้งสองฝั่งรวมความยาวสะพานทั้งหมด 1,350 เมตร  มีด่านควบคุมอยู่ทั้ง 2 ฝั่งประเทศ และมีจุดสลับทิศทางจราจรอยู่ในฝั่ง สปป.ลาว ทั้งนี้ โครงการมีมูลค่าการลงทุนรวม 3,๙๓0 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่างานถนนและด่านพรมแดน  ฝั่งไทย ๑,๘๙๓ ล้านบาท และฝั่ง สปป.ลาว ๗๘๐ ล้านบาท งานสะพานฝั่งไทย ๖๖๐ ล้านบาท และฝั่ง สปป.ลาว ๔๗๖ ล้านบาท และค่างานควบคุมการก่อสร้างรวม 1๒๑ ล้านบาท โดยมีการคาดการณ์ปริมาณจราจรผ่านเข้า-ออก สะพาน ณ ปี 2560 จำนวน 855 คัน/วัน และจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนก่อสร้างโครงการ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ ประเพณี และวัฒนธรรมของทั้ง 2 ประเทศ 

อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยต่อไปอีกว่า โครงการสะพานมิตรภาพไทย - ลาวแห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ)  พร้อมโครงข่ายเป็นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํ้าโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya– Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา – สปป.ลาว – สหภาพเมียนมาร์ – ไทย – เวียดนาม เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อันสืบเนื่องมาจากการหารือระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2555 และล่าสุดจากการเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อ 26-27 พฤศจิกายน 2557 รวมถึงในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํ้าโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) เมื่อวันที่ 19-20 ธันวาคม  พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดบึงกาฬและจังหวัดใกล้เคียงที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศในการรองรับปริมาณการเดินทางและการขนส่งสินค้าที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต 

นายสุจิณ มั่งนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักอำนวยความปลอดภัย เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้รวบรวมรายงานข้อมูลการโจรกรรมอุปกรณ์งานทางของกรมทางหลวงประจำปี ๒๕60 (มกราคม – ธันวาคม 2560) พบว่า มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมไปรวมทั้งสิ้น 7,099,890 บาท โดยทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สายไฟฟ้า 4,093,358 บาท หม้อแปลงไฟฟ้า 590,901 บาท ลูกยางกันเลนจักรยาน 432,000 บาท อุปกรณ์ไฟฟ้า 353,067บาท และอุปกรณ์สัญญาณไฟ 346,226 บาท ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบสถิติการโจรกรรมกับปี 2559 (มกราคม – ธันวาคม 2559) พบว่า ทรัพย์สินงานทางถูกโจรกรรมลดลงประมาณ 1.7 ล้านบาท  ซึ่งหากจำแนกตามสำนักงานทางหลวงในพื้นที่ที่มีปัญหาการโจรกรรมทรัพย์สินงานทางได้ดังนี้ สำนักงานทางหลวงที่ 13 (กรุงเทพ) 2,305,884 บาท สำนักงานทางหลวงที่ 11 (ลพบุรี) 1,287,326 บาท และสำนักงานทางหลวงที่ 18 (สงขลา) 1,226,612 บาท 

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้มีมาตรการในการป้องกันการโจรกรรมและได้สอดส่องดูแลในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการรับซื้อของเก่าไม่ให้รับซื้อสิ่งของที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินของทางราชการที่อาจจะถูกโจรกรรมมาและขอบคุณประชาชนผู้อาศัยบริเวณสองข้างทางหลวงที่ได้ช่วยกันดูแลทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อให้ปัญหาการโจรกรรมทรัพย์สินงานทางและทรัพย์สินทางราชการลดลง อีกทั้งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินและนำไปพัฒนาทางหลวงได้ต่อไป 

หากประชาชนพบเห็นผู้กระทำผิดหรือสงสัยจะกระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586   (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

วันนี้ (31 มกราคม 2561) เวลา 9:00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 1-2 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิด งานสัมมนาเผยแพร่ข้อมูลโครงการก่อนประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน ในการดำเนินงานและบำรุงรักษา โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน–นครราชสีมา และ สายบางใหญ่–กาญจนบุรี เพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการ รูปแบบการลงทุน ร่างเอกสารเงื่อนไขการร่วมลงทุน พร้อมรับฟังความคิดเห็นและตอบข้อซักถามจากผู้ที่สนใจในโครงการ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานสัมมนามากกว่า 300 คน งานสัมมนาวันนี้ กรมทางหลวงเผยถึงรูปแบบการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance: O&M) โครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ว่าเป็นแบบ PPP Gross Cost มีการแบ่งกรอบระยะเวลาการลงทุน 2 ระยะ

 • ระยะที่ 1 เอกชนออกแบบและลงทุนก่อสร้างงานระบบและองค์ประกอบอื่นๆ ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน โดยทรัพย์สินที่เอกชนลงทุนก่อสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมทางหลวง

 • ระยะที่ 2 เอกชนดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการทั้งหมด ทั้งส่วนงานโยธาที่กรมทางหลวงเป็นผู้ลงทุนและงานส่วนที่เอกชนเป็นผู้ลงทุน โดยเอกชนเป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางและมอบให้กรมทางหลวง ระยะเวลาสัญญาไม่เกิน 30 ปี นับแต่เปิดให้บริการ ซึ่งรายได้ค่าผ่านทางทั้งหมดจะเป็นกรรมสิทธิ์ของภาครัฐ โดยผลตอบแทนที่รัฐจะจ่ายกลับคืนให้เอกชน (AP) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ค่าลงทุนก่อสร้างงานระบบ และ 2) ค่าจ้าง การดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ (O&M) ซึ่งหากเอกชนไม่สามารถบริหารจัดการได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ กรมทางหลวงจะคิดค่าปรับตามเงื่อนไขข้อกำหนดตามสัญญา สำหรับการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการ กรมทางหลวงจะเร่งเดินหน้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 โดยมีลำดับขั้นตอนหลังจากงานสัมมนาในวันนี้ ดังนี้

- กุมภาพันธ์ ประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน

- มีนาคม ขายซองเอกสาร

- มีนาคม - กรกฎาคม เอกชนจัดทำเอกสารและยื่นข้อเสนอ

- กรกฎาคม - กันยายน ประเมินข้อเสนอและเจรจาต่อรอง

- ตุลาคม - พฤศจิกายน ตรวจร่างสัญญาและเสนอขออนุมัติผลการคัดเลือก

- ธันวาคม คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและลงนามสัญญา

กรมทางหลวงจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ร่วมสัมมนาไปปรับปรุงการจัดทำข้อเสนอการร่วมลงทุนและสัญญาการร่วมลงทุน โดยคาดหวังว่าการจัดสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยให้นักลงทุนผู้สนใจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์ความรู้ความชำนาญด้านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีงานระบบที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นและเป็นการเตรียมความพร้อมให้เอกชนผู้สนใจในการเตรียมตัวยื่นข้อเสนอเข้าร่วมลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบมอเตอร์เวย์ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล ต่อขยายเสริมโครงข่ายโลจิสติกส์ เชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถด้านการค้าการลงทุน สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารข้อมูลและความคืบหน้าของโครงการได้ที่ http://www.doh-motorway.com