ข่าวประชาสัมพันธ์

นายธานินทร์  สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำทางเบี่ยงบนทางหลวงหมายเลข 118 ตอนเชียงใหม่-เชียงราย อำเภอดอยสะเก็ด ช่วงกม.ที่ 43 - 47  เนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะทำให้ทางเบี่ยงขาดว่า กรมทางหลวงได้ระดมเครื่องจักรหนักและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการทำทางเบี่ยงเพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามนโยบายของกรมทางหลวงและนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าทุกเส้นทางที่ขาดต้องมีทางสัญจรให้กับผู้ใช้เส้นทางภายใน 24 ชม. โดยปัจจุบันกรมทางหลวงได้ดำเนินการเปิดเส้นทางดังกล่าวแล้วตามปกติตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 20 ส.ค. 61 ที่ผ่านมา 

อธิบดีกรมทางหลวง ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมได้มีเส้นทางกรมทางหลวงได้รับผลกระทบจำนวน 3 จังหวัด (จำนวน 3 สายทาง) ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 1168 น่าน – น้ำใส อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน  ช่วงกม.ที่ 0 – 1  ระดับน้ำสูง 15 ซม. การจราจรผ่านได้ ทางหลวงหมายเลข 2007 นายม –ถ้ำน้ำบัง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วงกม.ที่ 1 ระดับน้ำสูง 20 – 30 ซม. การจราจรผ่านได้ไม่สะดวก และทางหลวงหมายเลข 211 ศรีเชียงใหม่ – ห้วยเชียงดาอำ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ช่วงกม.ที่ 44 – 45 ระดับน้ำสูง10 ซม. การจราจรผ่านได้ 

ในส่วนของสถานการณ์ดินสไลด์/ดินโคลนถล่ม มีจำนวน 2 จังหวัด (จำนวน 2 สายทาง) ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 1081 บ้านเวร – ห้วยโก๋น อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ช่วงกม.ที่ 121 การจราจรผ่านไม่ได้ ให้ใช้ทล.101 เดินทางไปอำเภอเฉลิมพระเกียรติแทน และทางหลวงหมายเลข 4 กระบุรี – หงาว อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ช่วงกม.ที่ 584+500 การจราจรผ่านไม่ได้ ให้ใช้ทางหลวงชนบท ทช.4010 ตอน แยกทางหลวงหมายเลข 4004 – บ้านน้ำดก แทน

หากประชาชนต้องการสอบถามสภาพเส้นทางหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

นายธานินทร์  สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความเสียหายของสายทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงที่ได้รับความเสียหายจากอิทธิพลของพายุเบบินคา ประจำวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 ว่ามีสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ 3 จังหวัด จำนวน 4 แห่ง จำนวน 4 สายทาง  (การจราจรผ่านได้ 1 แห่ง / ผ่านไม่ได้ 3 แห่ง) รายละเอียดสายทางที่การจราจรผ่านไม่ได้ มีดังนี้ 

1. จังหวัดน่าน 

* ทางหลวงหมายเลข 1168 ตอน น่าน – น้ำใส พื้นที่อำเภอภูเพียง ช่วงกม.ที่ 0 ระดับน้ำสูง 90 ซม. แนะนำเส้นทางเลี่ยง ไปอำเภอเมือง ไปอำเภอแม่จริม ใช้เส้นทางเลี่ยงแยกทางหลวงหมายเลข 101 ที่ กม.353 เข้าสะพานนาเหลืองพัฒนา ผ่าน อบต.นาเหลือง – อบต.น้ำแก่น ผ่านที่ว่าการ อำเภอภูเพียง ไปออกทางหลวงหมายเลข 1168 ที่กม.2+000 (วัดพระธาตุแช่แห้ง) ไปอำเภอแม่จริม แทน 

* ทางหลวงหมายเลข 1169 ตอน ท่าล้อ – เมืองพลวง พื้นที่อำเภอภูเพียง ช่วงกม.ที่ 0 ระดับน้ำสูง 60 ซม. แนะนำเส้นทางเลี่ยงไปอำเภอสันติสุข ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 101 เลี้ยวชวาที่บ้านผาสิงห์ ไปบ้านหาดผาขน ออกไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 1169 ที่ กม.11+625 บ้านเมืองจัง แทน 

2. จังหวัดเชียงใหม่ 

* ทางหลวงหมายเลข 118 ตอน เชียงใหม่ – เชียงราย พื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด ช่วงกม.ที่ 45 – 47 น้ำท่วมทางเบี่ยงขาด แนะนำเส้นทางเลี่ยง เส้นทางที่ 1 เชียงใหม่ (ทล.11) – ลำพูน – ลำปาง (ทล.1) – พะเยา – เชียงราย ระยะทางประมาณ 350 กม.  เส้นทางที่ 2 เชียงใหม่ (ทล.1001) พร้าว (ทล.1150) เวียงป่าเป้า แม่สรวย เชียงราย ระยะทางประมาณ 250 กม.  เส้นทางที่ 3 เชียงใหม่ (ทล.107) ฝาง – (ทล.109) แม่สรวย (ทล.118) – เชียงราย ระยะทางประมาณ 280 กม.  

* สำหรับความคืบหน้าการซ่อมแซมทางเบี่ยงทางหลวงหมายเลข 118 ทั้ง 4 จุด ดังนี้ จุดที่ 1 ที่กม.43 แล้วเสร็จอยู่ระหว่างเก็บความเรียบร้อย  จุดที่ 2 ที่กม.45 อยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมแซม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันนี้  จุดที่ 3 ที่ กม.46 แล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเก็บความเรียบร้อย  จุดที่ 4 ที่กม.47 อยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมแซม คาดว่าจะเปิดการจราจรได้ในพรุ่งนี้เช้า 

สถานการณ์ดินสไลด์/ดินโคลนถล่ม พื้นที่ 2 จังหวัด  จำนวน 3 แห่ง จำนวน 2 สายทาง  (การจราจรผ่านไม่ได้ 3 แห่ง) ดังนี้ 

1. จังหวัดน่าน  

* ทางหลวงหมายเลข 1081 ตอนบ้านเวร – ห้วยโก๋น พื้นที่อำเภอบ่อเกลือ ช่วงกม.ที่ 121 ใช้ ทล.101 เดินทางไปอำเภอเฉลิมพระเกียรติแทน และบริเวณที่ กม.36+025  - กม.36+200 ซ้ายทาง ผิวทางเกิดการทรุดตัว เจ้าหน้าที่หมวดทางหลวงสันติสุข ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน และอำนวยความปลอดภัยด้านการจราจร  อุดรอยแตกปัจจุบัน การจราจรผ่านได้ 1 ช่องทาง 

* ทางหลวงหมายเลข  1081 ตอนบ่อเกลือ - เฉลิมพระเกียรติ์ ช่วงกม.ที่121+250 - กม.121+350 บ.ง้อมเปา ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ์ จ.น่าน ดินสไลด์ปิดผิวทาง การจราจรผ่านไม่ได้ หมวดทางหลวงเฉลิมพระเกียรติ์กำลังดำเนินการนำเครื่องจักรเข้าแก้ไขเปิดการจราจร 

2. จังหวัดระนอง 

* ทางหลวงหมายเลข 4 ตอนกระบุรี – หงาว พื้นที่อำเภอเมือง ช่วงกม.ที่ 584+500 แนะนำเส้นทางเลี่ยงให้ใช้ทางหลวงชนบท 4010 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 4004 – บ้านน้ำตก แทน 

ทั้งนี้ หน่วยงานส่วนภูมิภาคในสังกัดกรมทางหลวงได้เข้าช่วยเหลือโดยการแจกน้ำ อาหาร และช่วยอำนวยความสะดวกขนย้ายสิ่งของแก่ผู้ประสบภัย ของหากประชาชนต้องการสอบถามสภาพเส้นทางหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) 

นายธานินทร์  สมบูรณ์  อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงที่ 1 (ช่วงกลางดง – ปางอโศก) ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างให้ ซึ่งประกอบด้วยงานหลักๆ 7 งาน ได้แก่ งานโครงการชั้นทางรถไฟความเร็วสูง งาน Service Road และ Access Road งานย้ายรางรถไฟเดิม รวมระยะทาง 900 เมตร งานระบายน้ำ (Drainage) งาน Culvert งาน Bridge และงาน Miscellaneous นั้น ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้า 28% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2561 นี้

อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวต่อไปอีกว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวงได้เร่งทำงานวันละกว่า 15 ชั่วโมง (07.00 - 22.00 น.) ขณะนี้งานชั้นรองพื้นทาง (Bottom Layer of Subgrade Bed) แล้วเสร็จเกือบทั้งหมดแล้ว   ทำให้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ข้างหน้าจะทำให้งานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การดำเนินงานรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงที่1 (กลางดง - ปางอโศก) นั้นจะเป็นต้นแบบในการดำเนินงานในช่วงต่อไปของโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพ - หนองคาย ซึ่งการดำเนินการมีการตรวจสอบและทดสอบ คุณสมบัติต่างๆของวัสดุ อุปกรณ์ ตลอดการดำเนินงานจากที่ปรึกษาของจีนอย่างละเอียด อย่างเช่น รางระบายน้ำซึ่งมีการใช้เหล็กและวัสดุในการดำเนินงานในมาตรฐานระดับสูง ซึ่งทางที่ปรึกษาจีนได้บอกว่าวัสดุที่ใช้มีความแข็งแรงอายุการใช้งานกว่า 100 ปี โดยวัสดุที่ใช้ในการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่ผลิตได้ในประเทศไทยมีเพียง 2% ที่นำเข้ามาจากประเทศจีนได้แก่ วัสดุป้องกันความชื้น (Geosynthetics) สายดิน (Earthing and Bonding) ซึ่งเป็นวัสดุประกอบเพิ่มเติมที่ใช้ในรองพื้นทาง ในส่วนการดำเนินการต่างๆ เช่น การตรวจสอบวัสดุ  การควบคุมงาน การสร้างในขั้นตอนต่างๆ    กรมทางหลวงจะได้จัดทำเป็นคู่มือเพื่อเป็นองค์ความรู้ในการดำเนินงานในลักษณะงานที่คล้ายคลึงกันต่อไป 

ทั้งนี้ เมื่อโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงแล้วเสร็จ จะช่วยเสริมสร้างโครงข่ายการคมนาคมของประเทศรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการคมนาคมขนส่งถึงประเทศจีน อีกทั้ง ยังสามารถเชื่อมโยงกับการขนส่งทางถนน ซึ่งกรมทางหลวงได้ก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา ควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอีกด้วย


 

เมื่อเวลา 03.00 น. ของเช้าวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ได้เกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ทางเบี่ยงในพื้นที่การก่อสร้างของโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 118 ถนนเชียงใหม่-เชียงราย (บ้านปางแฟน อ.ดอยสะเก็ด) ตั้งแต่ กม.42 - กม.50 ขาด จำนวน 5 แห่ง รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ ขณะนี้ โครงการฯได้ปิดการใช้เส้นทางไว้ก่อน เพื่อรอให้น้ำลดและได้เตรียมเครื่องจักร รอการแก้ไข ทั้งนี้ขอประชาสัมพันธ์ในการใช้เส้นทาง เพื่อการเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปจังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย ดังนี้

1.จากเชียงใหม่ ไปเชียงราย

เส้นทางที่1

      เชียงใหม่ (ทล.11)-ลำพูน-ลำปาง (ทล1)-พะเยา-เชียงราย ระยะทางประมาณ 350 กม.

เส้นทางที่2

   เชียงใหม่(ทล.1001) พร้าว (ทล.1150)เวียงป่าเป้า แม่สรวย เชียงราย ระยะทางประมาณ 250 กม.

เส้นทางที่3

เชียงใหม่(ทล.107)ฝาง-(ทล.109)แม่สรวย(ทล.118)-เชียงราย ระยะทาง ประมาณ 280กม.

 สายด่วนกรมทางหลวง1586

กรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้สรุปรายงานข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงทั่วประเทศประจำงวดครึ่งปี (1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2561) จากการรายงานอุบัติเหตุทางระบบ HAIMS  พบว่า ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวงในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จำนวน 8,839 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,449 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 8,141 คน จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุ 13,271 คัน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของกรมทางหลวงเสียหายประมาณ 148 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบสถิติอุบัติเหตุประจำงวดครึ่งปี ๒๕60 กับ ๒๕61 พบว่า ภาพรวมจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 6% ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7% บาดเจ็บลดลง 16% จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุมาจากผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด 71% (6,274 ครั้ง) รองลงมา ได้แก่    การตัดหน้าระยะกระชั้นชิด 10% (874 ครั้ง) หลับใน 7% (643 ครั้ง) และอุปกรณ์รถบกพร่อง 4% (353 ครั้ง) 

สำหรับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบริเวณทางตรง 65% (5,761 ครั้ง) รองลงมา คือ ทางโค้งปกติ 13% (1,165 ครั้ง) และทางแยกระดับเดียวกัน 7% (619 ครั้ง) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ 32% (4,213 คัน) รถยนต์นั่ง 26% (3,428 คัน) และรถจักรยานยนต์ 18% (2,452 คัน) ซึ่งหากจำแนกตามภาคของ  การเกิดอุบัติเหตุพบว่าเส้นทางในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดอุบัติเหตุสูงสุด 23% รองลงมาได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 22% และภาคใต้ 15% หากจำแนกตามรายจังหวัดพบว่าจังหวัดนครราชสีมา เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 536 ครั้ง กรุงเทพมหานคร 437 ครั้ง และจังหวัดตาก 313 ครั้ง ตามลำดับ 

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้มีมาตรการแก้ไขที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกับตำรวจทางหลวงในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจจับความเร็วยานพาหนะที่วิ่งบนทางหลวง ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลต่างๆ อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนน “ขับช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัด” ขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร เพื่อความปลอดภัยของท่านและผู้ใช้รถใช้ถนนในการเดินทาง 

หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทาง สภาพการจราจร หรือแจ้งอุบัติเหตุสามารถติดต่อได้ที่   สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด ๒๔ ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และ   ตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด ๒๔ ชั่วโมง