โครงการในพระราชดำริ

"......อนุสาวรีย์อย่าเพิ่งสร้าง สร้างถนนดีกว่า สร้างถนนเรียกว่า วงแหวน เพราะมันเป็นความฝัน เป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว...."

พระราชดำรัสเนื่องในมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชดาภิเษก ครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ ปี


 ถนนวงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันตก 
 

สืบเนื่องจากแนวพระราชดำริที่ว่า การจะให้ประชาชนพึ่งตนเองต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง เป็นปัจจัยรองรับ ด้วยแนวพระราชดำรินี้ ทำให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิดหลายครั้งหลายครา พระเมตตาธิคุณของ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นตำนานเล่าขานในหมู่ข้าราชการกรมทางหลวงด้วยความปลื้มปีติ

ในช่วงทศวรรษแรก ๆ แห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางหลวงเชื่อมกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ ยังมีไม่มากมายและกว้างขวางสะดวกสบายดังเช่นในปัจจุบัน ทางหลวงสายหลักคงมีเพียงถนนพหลโยธินซึ่งเชื่อมกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนเพชรเกษมจากกรุงเทพฯ สู่ภาคใต้และถนนสุขุมวิทที่มุ่งสู่ภาคตะวันออก และทางหลวงสายแรกของ ไทยที่ก่อสร้างอย่างถูกต้องตามแบบมาตรฐานสากลในทุกขั้นตอน เป็นครั้งแรกได้เกิดขึ้นในตอนต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช


ถนนรัชดาภิเษก

            ถนนรัชดาภิเษกและถนนอุตราภิมุข ถนนรัชดาภิเษกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่จะต้องประสบปัญหาการจราจร โดยใน พ.ศ. ๒๕๑๓ พระองค์ท่านได้มีรับสั่งถาม พันโท ประถม บุรณศิริ (ผู้อำนวยการกองวางแผน กรมทางหลวง ในสมัยนั้น) ว่าจะจัดระบบทางหลวงอย่างไร จึงจะสามารถรับปัญหาการจราจรของกรุงเทพฯ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ พันโท ประถมได้กราบบังคมทูล ว่าการแก้ไขปัญหาสมควรที่จะใช้ระบบ Ring & Radial คือต้องมีวงแหวนรอบกรุงเทพฯ และมีถนนออกจากศูนย์กลางไปรอบตัวตัดกับวงแหวนเหล่านั้น โดยกำหนดให้เป็นทางหลวงที่ควบคุมการเข้า-ออก (Access Controlled) และตรงจุดตัดที่สำคัญจะทำเป็นทางแยกต่างระดับทุกแห่ง ซึ่งพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเห็นชอบด้วย และยังทรงพระราชทานข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีรับสั่งเรื่องถนนวงแหวนรอบกรุงเทพฯ ซึ่งนายเฉลียว วัชรพุกก์ ไปชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีก็ได้ให้ความเห็นชอบตามหลักการ และมอบให้กรมทางหลวงเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการกับถนนวงแหวน ซึ่งมีอยู่ ๓ สาย ล้อมรอบ บริเวณที่ดินทั้ง ๒ ฝั่งน้ำเจ้าพระยา โดยมีสะพานเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำ ถนนวงแหวนรอบในส่วนมากมีเส้นทางเดิมอยู่แล้ว มีทางเลียบสองฝั่งแม่น้ำ ที่สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ กับสะพานที่ปลายถนนสาทร ถนนวงแหวนรอบกลางมีเส้นทางเดิมอยู่ ๖-๘ กิโลเมตร มีทางเชื่อม ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สะพานพระราม ๖ กับสะพานกรุงเทพฯ และจะต้องสร้างทางเส้นใหม่ขึ้นเป็นทางยาวไม่น้อยกว่า ๓๖ กิโลเมตรจึงจะทำให้ถนนนี้ครบวง จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรได้มาก เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่สัญจรเข้า-ออกระหว่างใจกลางเมืองกับชุมชนส่วนนอก ตลอดจนถึงผู้ที่มาจาก ต่างจังหวัดทั้งทางทิศเหนือ ตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ ให้สามารถเดินทางผ่านกรุงเทพฯ ออกไปได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ศูนย์กลางของเมืองที่มีการ จราจรคับคั่งเป็นประจำ

ทางยกระดับถนนพหลโยธิน ช่วงดินแดง-ดอนเมือง-หลักสี่-อนุสรณ์สถานรังสิต


            ส่วนถนนวงแหวนรอบนอกนั้น มีเส้นทางเดิมอยู่เพียงส่วนน้อย จะต้องสร้างสะพานเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา ๒ แห่งรวมทั้งถนนใหม่ ซึ่งมีความยาวไม่น้อยกว่า ๗๕ กิโลเมตร ถนนสายนี้เตรียมไว้สำหรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต โดยจะทำหน้าที่เป็นสายอ้อมเมือง งานของกรมทางหลวงคือถนนวงแหวนรอบนอก ถนนวงแหวนรอบใน เป็นงานของกรุงเทพมหานคร ส่วนวงรอบกลางแม้จะอยู่ในเขตของกรุงเทพมหานคร แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบให้กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง พร้อมกันนี้
คณะรัฐมนตรีได้เร่งดำเนินการเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็น พระบรมราชานุสรณ์ในวโรกาสพระราชพิธีรัชดาภิเษก โดยกราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อถนนวงแหวนสายนี้ว่า "ถนนรัชดาภิเษก"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตและได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยว่า ถนนรัชดาภิเษกจะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ถ้าจะมีเส้นทางที่เชื่อมถนนจากเมืองทางตะวันออกกับถนนจากทางใต้ ให้ติดต่อกันได้โดยผ่าน ถนนวงแหวนช่วงด้านใต้ ในวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๑๕ อันเป็นวันที่มีพระราชพิธีรัชดาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จของจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ขณะเดียวกันทางหลวงวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ อันประกอบด้วยวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก ตะวันออก และด้านใต้ จึงได้มีการก่อสร้างขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเส้นทางสายนี้จะกระจายการจราจรและการขนส่งสินค้าต่าง ๆ ออกจากใจกลางกรุงเทพฯ ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัดยิ่งขึ้น ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และเปิดให้การจราจรผ่านแล้วในช่วงวงแหวน รอบนอกด้านตะวันตกและด้านตะวันออก ยังคงเหลือทางหลวงวงแหวนด้านใต้ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

กระทรวงคมนาคมได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญชื่อพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เป็นชื่อทางหลวงวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านใต้ว่า "ถนนกาญจนาภิเษก" และได้เปลี่ยนหมายเลขทางสายดังกล่าวจากหมายเลข ๓๗ เป็นหมายเลข ๙ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ และจัดเข้าเป็นระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง

ต่อมา กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงเป็นผู้รับผิดชอบได้ก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพหลโยธินช่วงดินแดง-ดอนเมือง-หลักสี่- อนุสรณ์สถานรังสิต เพื่อช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการจราจรมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อทางยกระดับนี้รวมถึงช่วงที่จะมีการก่อสร้างเชื่อมต่อในอนาคต เป็นชื่อเดียวกันตลอดสายว่า " ถนนอุตราภิมุข" อันมีความหมายว่า "บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ"

ทางสายอำเภอรามัน-บ้านดาโต๊ะหะลอ-อำเภอรือเสาะ

ในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎร ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทางภาคใต้ ซึ่งนายเฉลียว วัชรพุกก์ อธิบดีกรมทางหลวงในสมัยนั้น กล่าวไว้ในหนังสือ "คือเส้นทางสร้างชาติไทย ๘๔ ปี กรมทางหลวง" ว่า...พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริแนะนำแนวทางสายหนึ่งที่ควรจะก่อสร้าง และมีบางตอนเป็นที่ลุ่มแต่ถมดินคันทางได้ นั่นคือ ทางสายอำเภอรามัน- บ้านดาโต๊ะหะลอ-อำเภอรือเสาะ และพระองค์ทรงรอบรู้ภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นอย่างดี ซึ่งนายเฉลียวได้กราบบังคมทูลว่า สภาพทางยังเป็นทาง ก่อสร้างอยู่ และได้จัดให้เข้าอยู่ในโครงการเงินกู้ธนาคารโลก ขณะนี้ได้ใส่ลูกรังไว้แล้ว รถยนต์วิ่งผ่านได้ตลอดปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่ง ว่า "เห็นมีแต่หลานรังเท่านั้น" ครั้งนั้นนายเฉลียวกล่าวว่ารู้สึกงงมาก นึกไม่ออกว่าคำว่าหลานรังคืออะไร แต่ต่อมาก็นึกได้ว่า แม่รัง หมายถึงลูกรัง ก้อนใหญ่ และลูกรัง คือ ลูกรังขนาดเล็กขนาดต่าง ๆ คละกัน ดังนั้นคำว่า หลานรัง คงหมายความถึงลูกรังที่มีขนาดละเอียดมากนั่นเอง และทางคงจะ ลื่นมากหรือติดหล่มเวลาฝนตกหนัก ต่อมานายเฉลียวได้กราบบังคมทูลว่า ได้เลือกลูกรังที่ดีไปใส่เพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ทางลื่น แต่จะไม่ลงทุน ทำดีมากนัก เพราะมีโครงการจะสร้างเป็นถนนลาดยางอยู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับสั่งกับคุณหญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมสมัยนั้นว่า "อธิบดีเขายิ้มสวยนะ" เป็นพระอารมณ์ขันอย่างหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ เพื่อให้บรรยากาศการเข้าเฝ้าฯ ไม่เคร่งเครียดหรือมีความวิตกกังวลมากนัก

ทางสายปราจีนบุรี-เขาใหญ่

ทางสายปราจีนบุรี-เขาใหญ่

ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบบริเวณชายแดนด้านติดต่อเขมร มีการปะทะและแทรกซึมเข้ามาปลุกระดมประชาชน และผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ภายในประเทศทางด้านตะวันออกเริ่มเข้ามามีบทบาทและแผ่ขยายอิทธิพลถึงเขตอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ตลอดจน มีแนวโน้มที่จะรุกคืบหน้าเข้าไปยังจังหวัดนครนายกและจังหวัดสระบุรีต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้นายเฉลียว วัชรพุกก์ อธิบดี กรมทางหลวง รวมทั้งอธิบดีกรมป่าไม้และอธิบดีกรมชลประทาน เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับกับพื้นห้อง มีแผนที่รูปถ่ายทางอากาศแผ่นใหญ่วางอยู่ พระองค์รับสั่งถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีเส้นทางให้รถยนต์ทหารผ่านได้ระหว่างปราจีนบุรี-เขาใหญ่ โดยให้เชื่อมต่อกับทางสายปากช่อง-เขาใหญ่ เส้นทางดังกล่าวจะต้องผ่านใกล้ น้ำตกเหวนรก รับสั่งให้ศึกษาพิจารณาว่าระดับทางตอนใกล้เหวนรกนั้นควรใช้ระดับใด เพราะในอนาคต อาจมีการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำสำหรับ มาตรฐานทางสายนี้ควรสร้างให้รถยนต์บรรทุกของทหารผ่านได้โดยปลอดภัย และไม่ควรยินยอมให้รถบรรทุกสินค้าใช้เส้นทางสายนี้ เพราะจะรบกวนสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ ต่อมาไม่นาน มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองอุทยานและสัตว์ ป่าได้เข้าพบนายเฉลียว วัชรพุกก์ และให้ความเห็นว่าไม่ควรสร้าง แต่นายเฉลียวได้อธิบายเหตุผลต่าง ๆ รวมทั้งความจำเป็นต้องทำเพราะเป็นเรื่อง ความมั่นคงของชาติ และกรมทางหลวงใช้เวลาศึกษาแนวทางที่เหมาะสมและสำรวจออกแบบอยู่ปีเศษ จึงเริ่มงานก่อสร้างใน พ.ศ. ๒๕๒๓ แล้วเสร็จ ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๕

ต้น พ.ศ. ๒๕๒๗ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเฉลียว วัชรพุกก์ เข้าเฝ้าฯ และมีรับสั่งถึงทางสายนี้ว่า กรมทางหลวงสร้างทางสายนี้ใหญ่โตไปหน่อย เขตทางตอนใดที่ยังโล่งอยู่ควรทำให้เป็นพื้นที่สีเขียว เช่น ปลูกต้นไม้เพิ่ม เติม และควรจำกัดความเร็วของรถเพื่อรักษาชีวิตของสัตว์ป่า รถยนต์มักวิ่งเร็ว รถจักรยานยนต์ก็มีเสียงดังรบกวนสัตว์ป่ามาก นายเฉลียว ซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กราบบังคมทูลว่า การที่ต้องสร้างถนนแบบดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย และก็ได้พยายาม รักษาต้นไม้เดิมเป็นส่วนมาก และกรมทางหลวงได้ปักป้ายจำกัดความเร็วและป้ายเตือนเกี่ยวกับทางเดินผ่านของสัตว์ป่าไว้ด้วยแล้ว ซึ่งการตั้งด่าน ตรวจยวดยานที่จะเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติมีความจำเป็นมาก จะต้องแนะนำและกวดขันการปฏิบัติของผู้ใช้ยวดยาน

ทางสายอำเภอระแงะ-บ้านดุซงญอ-นิคมพัฒนาภาคใต้

ทางสายบ้านสามแยก-อำเภอสุไหงปาดี ทางสาย บ้านซากอ-นิคมพัฒนาภาคใต้

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ นายเฉลียว วัชรพุกก์ พร้อมด้วยข้าราชการกรมทางหลวง ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักทักษิณ ราชนิเวศน์ พระองค์ท่านทรงใช้พระหัตถ์จับข้อมือนายเฉลียวและตรัสว่า มาดูแผนที่กันหน่อย และทรงหยิบแผนที่รูปถ่ายทางอากาศขนาดแผ่นกระดาษ ฟุลสแก๊ปขึ้นมา จากนั้นทรงชี้แนวทาง ๓ สายที่ทรงขีดเส้นดินสอไว้เป็นเส้นหนัก คือทางสายอำเภอระแงะ-บ้านดุซงญอ-นิคมพัฒนาภาคใต้ ทางสาย บ้านสามแยก-อำเภอสุไหงปาดี และทางสายบ้านซากอ-นิคมพัฒนาภาคใต้ รับสั่งว่าทาง ๓ สายนี้สมควรจะต้องพัฒนาให้ไปมาได้สะดวก ให้กรม ทางหลวงพิจารณาด้วย นายเฉลียวกราบบังคมทูลว่าได้เดินทางไปตรวจสภาพทางสายนี้มาแล้ว และจะได้ดำเนินการตามพระราชประสงค์ต่อไป ต่อมากรมทางหลวงก็รับมอบทาง ๒ สายจากจังหวัดนราธิวาส และเริ่มดำเนินการใน พ.ศ. ๒๕๒๒ ส่วนทางสายบ้านซากอ-นิคมพัฒนาภาคใต้ พิจารณาแล้วว่าสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาค่อนข้างชันและต้องใช้งบประมาณมาก ควรใช้เส้นทางที่มีอยู่แล้ว ติดต่อกันได้ไปก่อน ทางข้ามภูเขาระหว่างบ้านเปาสามขา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเมื่อต้น พ.ศ. ๒๕๒๑ กับนายเฉลียว วัชรพุกก์ อธิบดีกรมทางหลวงสมัยนั้น ครั้งเมื่อเสด็จฯ แปรพระราช ฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ว่า เส้นทางข้ามภูเขาระหว่างบ้านเปาสามขา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังอำเภอ แม่ทา จังหวัดลำพูน ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตรเศษ เป็นทางลำลองอยู่นานแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถ้าได้ปรับปรุงให้ใช้ได้จะช่วยราษฎรทั้ง ๒ ฝั่งของภูเขาให้สามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวก ขอให้พิจารณาดูว่าจะทำได้หรือไม่ นายเฉลียวได้มอบหมายให้นายช่างแขวงการทางลำพูนไปตรวจสอบแล้วรายงานให้ทราบ ต่อมาเมื่อ ๖ มีนาคม ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ถามนายเฉลียว ว่า "ทางข้ามภูเขาที่อำเภอสันกำแพงที่เคยบอกไว้ เสร็จหรือยัง" เมื่อทรงได้รับคำกราบบังคมทูลว่าจะทำให้เสร็จใน ฤดูแล้งนี้ ก็ได้มีพระราชดำรัสว่า "แล้งนี้นะ ไม่ใช่แล้งปีหน้า และอาจจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเองเร็ว ๆ นี้" ในคืนนั้น อธิบดีกรมทางหลวงได้โทรศัพท์ ทางไกลจากพิษณุโลก สั่งการให้นายช่างแขวงการทางลำพูนรีบส่งรถแทรกเตอร์ไปซ่อมทางสายนี้ด่วนที่สุด หลังจากนั้นอีก ๔ วัน ขณะที่นายเฉลียว และคณะได้เดินทางมาตรวจงานทางสายนี้ ได้พบตำรวจที่เฝ้ารายทาง จึงทราบว่ามีขบวนเสด็จฯ ซึ่งได้เดินทางข้ามภูเขาไปแล้ว แต่ยังไม่กลับมา

             คณะของนายเฉลียวได้หยุดรอที่ยอดเนินเขาแห่งหนึ่งเพื่อตรวจสอบเส้นทางกับแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศ และได้รับทราบทางวิทยุตำรวจที่นำ เสด็จฯ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังเสด็จฯ กลับทางเส้นเดิม ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขับรถยนต์พระที่นั่งขับเคลื่อน ๔ ล้อ เสด็จฯ ผ่านมาถึงจุดดังกล่าว ทรงหยุดรถยนต์พระที่นั่งแล้วเสด็จฯ ลงมา มีพระราชปฏิสันถารกับคณะเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงอยู่ประมาณ ๓๐ นาที และก่อนที่จะเสด็จฯ กลับได้มีรับสั่งว่า "...ทางพอใช้ได้ ปรับปรุงอีกไม่มากนักจะสะดวกขึ้น อยากจะให้ซ่อมสะพานบนเส้นทางชนบทฝั่งโน้น เพราะชำรุดอยู่ จะได้ไปพัฒนาสร้างอ่างเก็บน้ำ..." อีก ๔๐ วันต่อมา กรมทางหลวง โดยแขวงการทางลำพูน ได้ปรับปรุงทางสายนี้ให้เป็นถนนลูกรังมาตรฐาน และต่อมาได้มีการปรับปรุงเป็น ทางลาดยาง และเรียกทางสายนี้ว่าทางหลวงหมายเลข ๑๒๒๙ ตอนบ้านวาก-บ้านใหม่-บ้านแม่ตะไคร้ ทำให้การสัญจรของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยยิ่งขึ้น ตามพระราชประสงค์ของพระองค์

            เหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขับรถยนต์พระที่นั่งมาพบคณะตรวจราชการของอธิบดีกรมทางหลวงบนยอดเขาโดยบังเอิญใน ครั้งนั้น เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ข้าราชการระดับสูงหลายฝ่าย หลายท่าน เนื่องจากทรงมีกระแสพระราชดำรัสถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้งและทรงชมเชยการ ทำงานอย่างเข้มแข็งจริงจังของนายเฉลียว วัชรพุกก์ อธิบดีกรมทางหลวง อยู่เสมอ ต่อมาได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่อง ราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ให้แก่นายเฉลียว วัชรพุกก์ เมื่อ ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ซึ่งข้าราชการระดับอธิบดีน้อยท่านนักที่จะมีโอกาสเช่นนี้ นอกจากพระราชดำริในการก่อสร้างทางดังกล่าวข้างต้นแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระราชดำริให้ก่อสร้าง ปรับปรุงทางต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ปีที่ดำเนินการ ชื่อโครงการ

๒๕๒๑ สามแยกดอยอินทนนท์ ที่ กม. ๓๐ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
๒๕๒๑ สามแยกทางหลวงหมายเลข ๑๐๗ ที่ กม. ๑๔๐ ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
๒๕๒๑ ทางหลวงหมายเลข ๑๐๗๒ สายลาดยาว-ศาลเจ้าไก่ต่อ-เขาชนกัน-บ้านคลองลาน อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์
๒๕๒๑ ทางหลวงหมายเลข ๑๑๐๙ สายวังเจ้า-โละโดะ จังหวัดนครสวรรค์
๒๕๒๑ ทางหลวงหมายเลข ๑๑๐๓ สายอำเภอลี้-อำเภอดอยเต่า-อำเภอฮอด อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่
๒๕๒๑ สามแยกทุ่งสมอ-เขาค้อ ที่ กม. ๕ บ้านก่อไผ่-บ้านเขาโปกหล่น อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
๒๕๒๑ สายทุ่งข้าวหาง-แม่ลอย (แม่อ่าว-ห้วยไฟ-แม่ลอบ) อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
๒๕๒๑ สายอำเภอแม่ทา-บ้านใหม่-เขื่อนแม่ทา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
๒๕๒๑ ทางหลวงหมายเลข ๑๑๔๓ สายนครไทย อำเภอชาติตระการ บรรจบทางหลวงหมายเลข ๑๐๔๗ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์
๒๕๒๑ สายปอน-น้ำเลียง-สบปืน-ห้วยโก๋น อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
๒๕๒๑ สายอำเภอปัว-ศิลาเพชร-บ้านหลักลาย-บ้านบ่อเกลือใต้-บ้านบ่อเกลือเหนือ บ้านห้วยโก๋น อำเภอปัว อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
๒๕๒๑ สายห้วยปา-บ้านแคว้ง อำเภอแม่จริม อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
๒๕๒๑ สายแม่จริม-บ้านนาเซีย-บ้านน้ำว้า-บ้านน้ำพาง-บ้านน้ำลาน-บ้านน้ำปูน จังหวัดน่าน
๒๕๒๑ สายอำเภอแม่แจ่ม-ขุนยวม-ดอนแม่แจ่ม-บ้านแม่นาจร อำเภอแม่จริม จังหวัดเชียงใหม่
๒๕๒๑ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๒๓ สายอำเภอกุมภวาปี-อำเภอศรีธาตุ-อำเภอท่าคันโท อำเภอกุมภวาปี อำเภอศรีธาตุ จังหวัด อุดรธานี อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๑ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๒๓ สายอำเภอวาริชภูมิ-บ้านตาดภูวง-กิ่งอำเภอวังสามหมอ อำเภอกุมภวาปี กิ่งอำเภอวังสามหมอ อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี
๒๕๒๑ สายโรงเรียนวลัย บ้านป่าเต็ง บ้านป่าละอู โครงการหมู่บ้านสหกรณ์ ห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
๒๕๒๑ ทางหลวงหมายเลข ๔๑๖๖ สายบ้านทอน บ้านรังมดแดง บรรจบทางหลวงหมายเลข ๔๒ บ้านกอตอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส กิ่งอำเภอไม้แก่น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
๒๕๒๑ สายบ้านโรงเหล็ก-บ้านห้วยพาน-ปากลง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
๒๕๒๒ ทางหลวงพัฒนาแบบที่ ๑ บ้านสบวิน บ้านห้วยตอง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
๒๕๒๒ สายตรอน-บ้านแสนชัน อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์
๒๕๒๒ สายบ้านแสนขัน-บ้านป่าคาย-บ้านน้ำนี้ อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๐๙ สายอำเภอท่าคันโท-บ้านห้วยยาง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๒ สายวัดสารวัลย์-บ้านสูงเนิน-บ้านโพน-บ้านคำมูล อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๐๙ สายอำเภอห้วยเม็ก-บ้านคำไฮ อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๒ สายบ้านทุ่งคลอง-บ้านนาไร่เดียว อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๔๙ สายสี่แยก อำเภอสมเด็จ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๒ สายบ้านหนองหญ้าไซ-ดงบัง จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๓๓๐๑ สายบ้านหนองพลับ-หนองกระทุ่ม บ้านยางชุม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
๒๕๒๒ สายบ้านสาระเห็ด-บ้านยางชุม-บ้านห้วยโสก (แยกจากทางของกรมชลประทาน จากแยกเพชรเกษมเชื่อมเพชรบุรีเข้าบ้านสาระเห็ด) อำเภอ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
๒๕๒๒ สายปราจีนบุรี-เขาใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดนครราชสีมา
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๔๑๖๗ สายบ้านป่าไม้-กิ่งอำเภอไม้แก่น บรรจบทางหลวงหมายเลข ๔๒ (บ้านต้นไทร) อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส กิ่งอำเภอไม้แก่น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๔๑๖๘ สายแยกทางหลวงหมายเลข ๔๒ บ้านต้นไทร บรรจบทางหลวงหมายเลข ๔๐๖๐ บ้านดา โละดารามัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๔๑๕๕ สายบ้านทอน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
๒๕๒๒ สามแยกทางหลวงหมายเลข ๔๑๐ บ้านซากอ-บ้านกาเต๊าะ-นิคมช่วยตนเองพัฒนาภาคใต้ กิ่งอำเภอสุคิริน  อำเภอแว้ง อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
๒๕๒๒ สายบ้านห้วยพาน-อ่าวกรุงชิง-เขาหลวง-ตอน ๑-๒ จังหวัดนครศรีธรรมราช
๒๕๒๒ สายบ้านท่าพุด-เชาหลวง-พิปูน ตอน ๑-๒ กิ่งอำเภอพรหมคีรี อำเภอเมือง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๔๐๕๕ และ ๔๑๕๕ สายระแงะ-ดุซงยอ-บ้านจะแนะนิคมช่วยตนเองพัฒนาภาคใต้ กิ่งอำเภอสุคิริน อำเภอแว้ง อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
๒๕๒๒ ทางหลวงหมายเลข ๔๑๑๕-ดุซงยอ-ลูโบ๊ะ-ลาเซาะ-นิคมพัฒนาภาคใต้นราธิวาส

๒๕๒๓ สายอำเภอแม่พริก-บ้านก้อทุ่ง จังหวัดลำปาง
๒๕๒๓ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๙๓ สายอำเภอศรีธาตุ-กิ่งอำเภอวังสามหมอ อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี อำเภอคำม่วง              จังหวัดกาฬสินธุ์
๒๕๒๓ ทางพัฒนาแบบที่ ๑ บ้านห้วยตอง-บ้านแม่แฮ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
๒๕๒๓ ทางพัฒนาแบบที่ ๑ บ้านดงสามหมื่น-บ้านวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่
๒๕๒๓ ตอนนิคมพัฒนาภาคใต้-บ้นไอบาโจ-โต๊ะโมะ กิ่งอำเภอสุคิริน อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส แขวงการทางนราธิวาส ๒๕๒๘ เส้นทางบ้านห้วยผา-ห้วยผึ้ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ด้วยพระราชดำริดังกล่าว วันนี้ พสกนิกรของพระองค์ท่านจึงสามารถเดินทางติดต่อถึงกัน ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยตลอดเส้นทาง

"...น้ำดีไหล ไม่มีวันเน่า ปัจจุบันเปิดไว้ ความสกปรกเข้าได้เต็มที่ ต้องปิด..."

พระราชดำรัส ๒๐ กันยายน ๒๕๔๔

ช่วงโรงสูบน้ำบางซื่อ - ช่วงโรงกรองน้ำบางเขน

ภาพปัจจุบัน                         ภาพอนาคต

โครงการถนนคร่อมคลองประปา

เป็นโครงการอเนกประสงค์อันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้ศึกษาสภาพคลองประปาในอนาคต เพราะหากชุมชนมีความหนาแน่น น้ำในคลองประปาคงสกปรก หรือขนาดของคลองอาจเล็กเกินไป สมควรศึกษาว่าตามแนวใต้คลองประปาจะสร้างเป็นท่อลำเลียงน้ำขนาดใหญ่ได้หรือไม่ หรืออาจย้ายโรงกรองน้ำสามเสนไปไว้ที่โรงสูบน้ำสำแล เพื่อผลิดน้ำประปาส่งเข้าระบบท่อลอดใต้คลองประปา ส่วนตามแนวคลองประปาหากทำเป็นถนนหรือระบบขนส่งมวลชน ๑-๒ ชั้น ผ่านตัวเมืองชั้นในออกไปสู่ชานเมืองได้ก็จะเป็นประโยชน์มาก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ กระทรวงคมนาคม มีนโยบายให้ขยายถนนเลียบคลองประปา ช่วงหน้าโรงกรองน้ำบางเขน-ถนนเลียบคลองรังสิต เป็น ๔ ช่องจราจร เพื่อเชื่อมต่อกับถนนประชาชื่น และใน พ.ศ. ๒๕๓๘ ในการประชุมโครงการแก้ไขปัญหาจราจรตามแนวพระราชดำริ มีมติระงับโครงการถนนเลียบคลองประปาไว้ก่อน และให้กรมทางหลวงทำการศึกษา เรื่องรูปแบบโครงการถนนคร่อมคลองประปา จากนั้นในเดือนมีนาคม ๒๕๓๙ การประปานครหลวงได้สรุปความเป็นไปได้และผลกระทบของการปิดคลองประปาว่า สามารถทำได้ถ้าจำเป็น แต่จะทำให้คุณภาพของน้ำดิบด้อยลงกว่าปัจจุบันและมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำประปาสูงขึ้น ซึ่งในระหว่างการออกแบบนั้น ได้ขอให้กรมทางหลวงประสานงานกับการประปานครหลวงด้วย

ช่วงคลองบางหลวง - ทางหลวงหมายเลข 347


 
 
ภาพปัจจุบัน                         ภาพอนาคต

             ต่อมาเมื่อ ๑๖ เมษายน ๒๕๓๙ ในพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมว่า ถนนคร่อมคลองประปาควรเป็นลักษณะโครงสร้างคร่อมคลองประปา โดยทั้งหมดเป็นผิวจราจร ไม่จำเป็นต้องมีช่องแสง เพราะน้ำไหล จึงไม่เน่า มีหน้าต่างด้านข้างเปิดปิดได้ ภายในมีช่องทางให้เดินเข้าไปดูแลรักษาคลองประปาอาจทำเป็นลักษณะถนนคร่อมคลอง ๒ ชั้น ช่วงจากโรงกรองน้ำสามเสนถึงบางซื่อมีทางด่วนอยู่ข้าง ๆ ต้องปิดให้คลองประปาเป็นอุโมงค์ส่งน้ำเหมือนทุกเมืองในโลก และไม่ควรมีการเวนคืนที่ดินในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐ กรมทางหลวงได้ดำเนินการออกแบบโครงสร้างคร่อมปิดคลองประปา ที่มีความกว้างของคลอง ๓๔ เมตร โดยมีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เป็นที่ปรึกษา เดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกระแสรับสั่งว่า เศรษฐกิจของประเทศอยู่ระหว่างชะลอตัว เห็นควรให้ระงับโครงการไว้ก่อน กระทรวงคมนาคมจึงสั่งให้ชะลอโครงการนี้โดยให้กรมทางหลวงดำเนินการศึกษาโครงการต่อไป เพื่อจะได้ทราบถึงปัญหาที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อนำกราบบังคมทูล

ต่อมา ในเดือนกันยายน ๒๕๔๒ กรมทางหลวงได้จัดจ้างสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งประกอบด้วย

              - รูปแบบโครงการที่เป็นไปได้ทางวิศวกรรมเบื้องต้น ได้แก่ ด้านจราจร งานทาง ชลศาสตร์ คุณภาพน้ำ โครงสร้าง และการก่อสร้าง

              - งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างสรุปและเสนอแนะในการดำเนินโครงการต่อไป จากนั้น กรมทางหลวงได้ประสานงานกับการประปานครหลวง เพื่อให้โครงการถนนคร่อมคลองประปาเป็นไปตามแนวพระราชดำริ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๔

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความก้าวหน้า การก่อสร้างสะพานพระราม ๘ ความว่า

             "...บึงมักกะสันน้ำเน่า เพราะไม่ถูกแสงแดด แต่คลองประปาใช้หลักการเดียวกันไม่ได้ เพราะน้ำดีไหล ไม่มีวันเน่า ปัจจุบันเปิดไว้ ความสกปรกเข้าได้เต็มที่ ต้องปิด ทำเป็นอุโมงค์ส่งน้ำเข้ามา...
"...เดิมทีที่เลิกโครงการ เพราะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีเงิน ปัจจุบันอยากให้ทำ ประเทศอื่น แหล่งน้ำเอาไว้นอกเมืองแล้วส่งเป็นอุโมงค์เข้ามา ที่ประเทศเราตรงข้าม ให้ฝุ่นตะกั่วลงไป...
"...ถ้ามีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ ให้ทำน้ำสะอาดก่อนเข้า ต่อไปน้ำจะมาจากเขื่อนป่าสัก คุณภาพน้ำจะดีขึ้น ถ้าเอาน้ำสะอาดเข้ามา ระบบปิดจะไม่เพิ่มความสกปรก กรมทางฯ กับการประปา ลองไปศึกษาให้ดีถ้าระบบเปิดจะเพิ่มความสกปรก ทำถนน ๒ ข้างแล้วตรงกลางเป็นคลองประปา ความสกปรกยิ่งเข้ามากขึ้น..."

จากการศึกษาและประสานงานกับการประปานครหลวง พอสรุปรูปแบบโครงการเบื้องต้นเป็น ๔ ช่วง คือ

๑. ช่วงโรงกรองน้ำสามเสน-โรงสูบน้ำบางซื่อ ระยะทาง ๑๓.๑ กิโลเมตร เป็นรูปแบบท่อส่งน้ำดิบด้วยแรงดัน ขนาด ๒ เมตร ๒ ท่อ และใช้พื้นที่คลองประปาเดิมเป็นช่องจราจรขาเข้าเมือง
๒. ช่วงโรงสูบน้ำบางซื่อ-โรงกรองน้ำบางเขน ระยะทาง ๘.๖ กิโลเมตร เป็นรูปแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ปิดคร่อมคลองประปาซึ่งลดขนาดคลองเหลือ ๑๒ เมตร โดยใช้พื้นที่ด้านบนเป็นช่องทางรถมวลชน และใช้พื้นที่คลองประปาที่เหลือเป็นช่องจราจรขาเข้าเมือง
๓. ช่วงโรงกรองน้ำบางเขน-คลองบางหลวง ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร เป็นรูปแบบโครงสร้าง คสล. ยกระดับปิดคลองประปา กว้าง ๓๐ เมตร โดยใช้พื้นที่ด้านบนเป็นผิวจราจรขาเข้าและออก
๔. ช่วงคลองบางหลวง-ทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ ระยะทาง ๕ กิโลเมตร เป็นรูปแบบถนน ๒ ข้าง ขนานกับคลองประปา

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ คือ

            ๑. ประโยชน์ด้านการประปา
                 - ได้โรงสูบน้ำบางซื่อใหม่ และเปลี่ยนระบบส่งน้ำช่วงสามเสน-บางซื่อเป็นท่อแรงดัน
                 - ได้คลองประปาแบบปิด ที่กันความสกปรกเข้าและสามารถเข้าไปดูแลรักษาได้ช่วงบางซื่อ-บางเขน
                 - ได้ปิดคลองและขยายความจุคลองประปาช่วงบางเขน-คลองบางหลวง
                 - ได้คันกั้นน้ำท่วม ไม่ให้น้ำเสียไหลลงคลองประปาช่วงคลองบางหลวง-สำแล

            ๒. ประโยชน์ด้านจราจร
                 - ทำให้โครงข่ายของโครงการจตุรทิศสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
                 - เสริมและประสานโครงข่ายถนนในพื้นที่
                 - ช่วยแบ่งเบาภาระการจราจรบนเส้นทางตามแนวโครงการ
                 - ได้ทางรถมวลชนเพื่อเสริมโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน

ส่วนผลกระทบของโครงการ จะทำให้ปริมาณจราจรบนทางด่วนช่วงบางปะอิน-ปากเกร็ดลดลงร้อยละ ๒๐-๗๐ ใน พ.ศ.๒๕๔๙-๒๕๕๔ เพราะโครงการนี้จะตัดกับทางด่วนบริเวณรังสิต อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงจะดำเนินตามรอยพระราชดำริ เพื่อให้โครงการถนนคร่อมคลองประปาประสบความสำเร็จ สมดังพระประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โครงการระบายน้ำเลียบถนนบางพลี-ลาดกระบัง ถนนร่มเกล้า ถนนนิมิตรใหม่ ถนนหทัยราษฎร์ และถนนสุขาภิบาล 5 (สายใหม่)

 

kpj2 01

 
                "...การจัดการควบคุมระดับน้ำในคลองสายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดระบบระบายน้ำในกรุงเทพมหานครนั้น สมควรวางระบบให้ถูกต้องตามสภาพการณ์และลักษณะภูมิประเทศซึ่งควรแบ่งออกเป็น ๒ แผนด้วยกันคือ แผนสำหรับ ใช้กับในฤดูฝนหรือในฤดูน้ำมากนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการป้องกันน้ำท่วมและ เพื่อบรรเทาอุทกภัยเป็นสำคัญ แต่แผนการระบายน้ำ ในฤดูแล้งนั้น ก็ต้องจัดอีกแบบหนึ่งต่างกันออกไป เพื่อการกำจัดหรือไล่น้ำเน่าเสียออกจากคลองดังกล่าวเป็นหลัก..."

พระราชดำรัส ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ 

kpj2 02


                จากสภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หังทรงห่วงใย ในความเดือดร้อนที่เกิดกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในกรุงเทพฯ ได้พระราชดำริการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไว้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นนั้น ให้เร่งดำเนินการเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลโดยใช้ประโยชน์จากคลอง ที่อยู่ฟากฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯให้เป็นทางระบายน้ำ ส่วนในระยะยาว ให้ดำเนินการดังนี้

               - จัดให้มีพื้นที่สีเขียวรอบ ๆ พื้นที่กรุงเทพฯ ให้สามารถแปรสภาพเป็นทางระบายน้ำและเป็นพื้นที่สำหรับเป็นทางไหลผ่านของน้ำที่ท่วมหลากเพื่อออกสู่แม่น้ำได้สะดวกมากขึ้น

               - สร้างสถานีเก็บกักน้ำตามจุดต่าง ๆ เช่น ตามบึงขนาดใหญ่
               - สร้างทำนบป้องกันน้ำจากด้านตะวันออก ไม่ให้ไหลเข้ากรุงเทพฯตลอดจน ขุดคลองหลักต่าง ๆ ในพื้นที่ด้านตะวันออก เพื่อให้เป็นทางน้ำไหลลงสู่อ่าวไทย
               - ขุดลอกทางน้ำที่มีอยู่เดิม อาทิ คลองแสนแสบ คลองผดุงกรุงเกษม คลองกระจะ และคลองอื่น ๆ ที่เชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ 
 

               ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้เกิดน้ำท่วมหนักในกรุงเทพฯ อีกครั้ง ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกร ของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ ฯ ตรวจพื้นที่น้ำท่วมและทรงแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในพื้นที่ด้วยพระองค์เองถึง ๖ ครั้งด้วยกัน

               ๘ ตุลาคม เสด็จ ฯ โดยเฮลิคอปเตอร์ ทอดพระเนตรน้ำท่วมบริเวณซอยศูนย์วิจัย ลาดพร้าว บางกะปิ พระโขนงและสำโรง
               ๑๙ ตุลาคม เสด็จ ฯ โดยเรือยนต์ของกองพันทหารช่างที่ ๑ รักษาพระองค์ไปตามคลองแสนแสบ เพื่อตรวจการก่อสร้างทำนบคลองแสนแสบตามพระราชดำริ
               ๒๗ พฤศจิกายน เสด็จ ฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งทอดพระเนตรสภาพน้ำท่วมบริเวณซอยศูนย์วิจัย
               ๑๔ พฤศจิกายน เสด็จ ฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง ทอดพระเนตรสภาพนั้าท่วมบริเวณ เขตพระโขนงและแขวงบางนา
               ๒๔ พฤศจิกายน เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง ทอดพระเนตรสภาพน้ำท่วมบริเวณ คลองพระยาราชมนตรีและทรง พระดำเนินลุยน้ำผ่านทุ่งนาไปยังประตูระบายน้ำคลองพระยาราชมนตรี เป็นระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร
               ๒๗ พฤศจิกายน เสด็จ ฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง ทอดพระเนตรสภาพน้ำท่วมบริเวณ คลองลาดกระบังและคลองหนอง บอนผ่านตามแนวถนนบางพล

               กรมทางหลวงได้น้อมรับพระราชดำริ ด้วยการจัดเร่งระบายน้ำบนพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อมิให้น้ำสะสมจนท่วมขังก่อความเดือนร้อนต่อประชาชน โดยให้สำนักทางหลวง แขวงการทาง ดูแลขุดลอกคลองตามธรรมชาติที่ไหลผ่านทางหลวงให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะรองรับปริมาณน้ำให้ไหลผ่าน ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งได้ประสานงานร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า ในการดำเนินงานขุดลอกคูคลอง การปรับปรุงประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำและขยายช่องทางน้ำที่ตีบตันแคบลง เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธ์ภาพสามารถเร่งระบายลงสู่ทะเลอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นพื้นที่รองรับน้ำที่ไหลบ่ามาจากทางด้านเหนือระบายลงสู่ทะเลอ่าวไทยโดยแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนด้านทิศตะวันตก ในส่วนของด้านตะวันออกเป็นพื้นที่ลุ่ม มีคลองและแม่น้ำเส้นเล็กๆ เช่น แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง เป็นเส้นทางระบายน้ำแต่ความสามารถในการระบายน้ำมีข้อจำกัด ทำให้มักเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ส่วนนี้ ต่อเนื่องลึกเข้าไปสู่พื้นที่ชั้นกลางและชั้นในของกรุงเทพฯ

สาเหตุของน้ำท่วมในพื้นที่ด้านตะวันออกเพราะเป็นพื้นที่ลุ่ม อีกทั้งยังรองรับน้ำจากส่วนต่าง ๆ กัน ดังนี้

               ๑. น้ำจากด้านเหนือ ไหลบ่ามาจากเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่จังหวัดลพบุรี ไหลข้ามพื้นที่ด้านตะวันออกลงสู่ทะเลทางด้านใต้ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางของน้ำค่อนข้างมาก เนื่องจากพื้นที่มีความลาดชันต่ำ ทำให้น้ำไหลได้ช้า จนเกิดการสะสมของปริมาณน้ำจำนวนมากในพื้นที่ กลายเป็นปัญหาน้ำท่วมขัง ปัจจุบัน กรมทางหลวงได้ขุดลอกท่อและโครงสร้างทางระบายน้ำ ตามรอยพระหัตถ์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งช่วยให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกำหนดให้น้ำเหนือที่ไหลจากด้านเหนือไหลเข้าสู่คลองระพีพัฒน์ แยกใต้บริเวณอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ไหลลงสู่คลอง ๑๓ และ ๑๔ ซึ่งจะมีปริมาณน้ำส่วนหนึ่งไหลไปตามคลองรังสิตมาตามคลอง ๑๓ ผ่านพื้นที่เขตหนองจอกลงสู่คลองแสนแสบ แล้วเบี่ยงไปทางด้านตะวันออกลงสู่คลองนครเนืองเขตไหลลง แม่น้ำบางปะกงลงสู่ทะเลต่อไป สำหรับคลองที่มีการขุดลอกและปรับปรุงประตูระบายน้ำเพื่อรองรับเส้นทาง ระบายน้ำตามลายพระหัตถ์ ได้แก่ ปากคลอง ๓๓ ปากคลองลาดผักขวง ปากคลอง ๑ อ และท้ายคลอง ๑ อ การเสริมคันคลองลาดผักขวงและคลอง ๑ อ (บางส่วน) การปรับปรุงประตูน้ำพระธรรมราชา และการก่อสร้างประตูระบายน้ำกลางคลองรังสิตประยูรศักดิ์ การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยให้ปริมาณน้ำ จากด้านเหนือไม่ต้องไหลผ่านพื้นที่ลุ่มด้านตะวนออกของกรุงเทพฯ ทั้งหมด โดยน้ำส่วนใหญ่จะเร่งระบาย ลงสู่แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำปราจีน เพื่อระบายลงสู่ทะเลอ่าวไทย

               ๒. ปริมาณน้ำฝนและน้ำใช้น้ำทิ้งของอาคารบ้านเรือน โรงงานของประชาชนจำนวนมากในพื้นที่รับน้ำ (Catchment Area) ด้านตะวันออก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมขัง เนื่องจากมีการก่อสร้างอาคารโครงสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะการถมดินก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ (หนองงูเห่า) ทำให้กีดขวางการไหลของน้ำและสูญเสียพื้นที่ รองรับน้ำกว่า ๒๐,๐๐๐ ไร่ ที่เคยใช้เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำทางด้านฝั่งตะวันออก ก่อนที่จะค่อยๆ ระบายไหลไปตามคูคลอง ซึ่งมีขนาดเล็ก ความสามารถในการเร่งระบายมีจำกัด เช่น คลองลาดกระบัง คลองบางโฉลง คลองจระเข้ใหญ่ และคลองเสาธง ก่อนจะไหลสู่คลองสำโรง คลองชายทะเล ลงสู่อ่าวไทย และเนื่องจากความลาดชันของท้องคลองมีน้อย น้ำที่ไหลด้วย Gravity Flow จึงต้องใช้เวลานานในการไหลระบายลงสู่ทะเลด้านใต้ ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมพื้นที่ ๒ ข้างคลอง ซึ่งเดิมมีโครงการพระราชดำริป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขังทางด้านตะวันออกนี้ ไหลเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมือง สมุทรปราการและพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นกลาง ได้แก่ เขตดอนเมือง บางเขน บึงกุ่ม ลาดพร้าว บางกะปิ สวนหลวง ประเวศ พระโขนง และพื้นที่ใน เช่น คลองเตย ราชเทวี ปทุมวัน สาทร ป้อมปราบ พญาไท

               กรมทางหลวง  จึงทำการก่อสร้างคันกั้นน้ำ ตั้งแต่ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข ๓) เลียบทางหลวงสายบางพลี-ลาดกระบัง สาย ๓๑๑๙ ร่มเกล้า ถนนนิมิตรใหม่ ถนนหทัยราษฎร์ และถนนสุขาภิบาล ๕ (สายไหม) สิ้นสุดบริเวณจุดบรรจบคลองสองสายใต้กับคลองหกวา ในส่วนของกรมชลประทาน ได้มีการศึกษาแนวทางเร่งการระบายน้ำ โดยการขุดอุโมงค์จากบริเวณชายทะเลอ่าวไทยลอดไปออกคลองสำโรง เพื่อดึงน้ำจากพื้นที่ตะวันออกให้ไหลลงสู่ทะเลด้านใต้ได้เร็วขึ้น

               ๓. การขึ้น-ลงของน้ำทะเลอ่าวไทย ทำให้น้ำทะเลหนุนไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ด้านล่างบริเวณไกล้ทะเลขณะน้ำขึ้น และน้ำจากพื้นที่ด้านบนไม่สามารถระบายไหลลงสู่ด้านล่างได้สะดวก เกิดน้ำท่วมขังในด้านทิศตะวันออก กรมทางหลวง จึงได้ดำเนินการตามโครงการพระราชดำริแก้มลิง โดยใช้แนวถนนสุขุมวิทเป็นคันกั้นน้ำทะเล ที่หนุนท่วมขึ้นมาบนชายฝั่งทะเล และใช้พื้นที่ด้านในของถนนสุขุมวิทเป็นพื้นที่พักน้ำที่ไหลมาจากตอนบน พร้อมทั้งประสานกับกรมชลประทานและกรมโยธาธิการดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำตามคลองต่าง ๆ เลียบถนนสุขุมวิทตามแนวคลองชายทะเล โดยมีประสิทธิภาพในการสูบน้ำ ดังนี้

                    ๓.๑ คลองตำหรุ ๒๔ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
                    ๓.๒ คลองบางปลาร้า ๔๒ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
                    ๓.๓ คลองบางปลา ๔๒ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
                    ๓.๔ คลองเจริญราษฎร์ ๗๕ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
                    ๓.๕ คลองด่าน ๒ ๒๔ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
                    ๓.๖ คลองชลหารพิจิตร ๖๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

               จากการดำเนินการในครั้งนี้ สามารถรวมปริมาณน้ำที่สามารถสูบออกทะเล ๒๖๗ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้น้ำตามคลองต่าง ๆ ของพื้นที่ด้านบนสามารถไหลลงสู่ด้านล่างได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เป็นการสนองพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระประสงค์จะให้พสกนิกรกรุงเทพฯ และปริมณฑล รอดพ้นจากภัยน้ำท่วม

   

" ... ถนน ความจริงมีจำนวนไม่ขาดแคลน ที่บนถนนไม่ขาดแคลน แต่เล่นรถขวางลำก็จะไม่พอ แต่ถ้าแล่นเรียงคันไปโดยดี โดยมีระเบียบการดี ๆ เข้าใจว่าพอ ไปคำนวณก็ได้ว่าจำนวนรถที่แล่นทุกวันเท่าไหร่ และถนนมีเท่าไหร่ ก็คงจะเห็นได้ว่าพอ สำคัญอยู่ที่ระเบียบการ และสำคัญอยู่ที่กรมตำรวจ ที่กลุ้มใจก็อยู่ที่การแก้ไขนี่มีปัญหา มีอุปสรรค ที่แก้ไขไม่อยู่ที่บุคคล ถ้าแก้ปัญหาบุคคลได้แล้ว คือ บุคคลหมายถึง ท่านทั้งหลายทุกคน แล้วก็แต่ละคนที่ขับรถในท้องถนน ถ้าแก้ไขได้ก็จะแก้ไขปัญหาจราจรได้ ..."

พระราชดำรัส ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๗ 
  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงห่วงใยบัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และได้พระราชทาน พระราชดำริในแนวทาง ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลสำเร็จมาแล้วอย่างต่อเนื่อง " โครงการพระราชดำริทางคู่ขนานลอยฟ้า " เป็นอีกหนึ่งโครงการ พระราชดำริที่แสดงให้เห็นถึง พระปรีชาญาณที่ทรงมองการณ์ไกลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจราจรและน้ำพระทัยอัน เปี่ยมล้น ด้วยพระเมตตากรุณาที่ทรงมีต่อพสกนิกร เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมพระอาการประชวร ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่โรงพยาบาลศิริราชช่วงเดือนมิถุนายน ๒๕๓๘ ได้ทอดพระเนตร เห็นปัญหาการจราจรที่ติดขัดเป็นอย่างมากที่บริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ต่อเนื่องไปจนถึงถนนบรมราชชนนี จึงได้พระราชทาน แนวพระราชดำริให้ก่อสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้าจากเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ไปยังบริเวณสถานีขนส่งสายใต้แห่งใหม่ อีกทั้งยังทรงมีพระราชดำรัสเพิ่มเติมถึงการจราจรขาออกนอกเมืองตอนหนึ่งว่า  

 

 

"... หากสร้างสะพานยกระดับขาออกให้ยาวเลยไปจากขนส่งสายใต้ จะมีประโยชน์มาก ...."

            จากแนวพระราชดำรินี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เชิญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ( ร้อยเอกกฤษฏา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ) และปลัดกรุงเทพมหานคร ( นายประเสริฐ สมะลาภา ) มาประชุมร่วมกันเพื่อสนองพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาการจราจรให้ได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผลการประชุมสรุปได้ว่า กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบก่อสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้าจากแยกอรุณอัมรินทร์ถึงคลองบางกอกน้อย ระยะทางประมาณ ๓.๒ กิโลเมตร และกรมทางหลวงรับผิดชอบก่อสร้างจากคลองบางกอกน้อยไปจนถึงแยกพุทธมณฑลสาย ๒ โดยให้รูปแบบสะพาน เสาและคานมีลักษณะเป็นรูปแบบเดียวกันหมด เป็นระยะทาง ๙.๔ กิโลเมตรและจากบริเวณทางยกระดับสิรินธรไปจนเลยทางแยกพุทธมณฑลสาย ๒ อีก ๑ กิโลเมตร นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้ก่อสร้างขยายช่องจราจรระดับพื้นราบจากเดิมที่มี ๘ ช่องจราจร เพิ่มขึ้นเป็น ๑๒ ช่องจราจรพร้อมทั้งมีการปลูกต้นไม้ที่เกาะกลาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบตามคำกราบบังคมทูล และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์เริ่มโครงการดังกล่าวในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๓๙ และเสด็จฯทรงเปิดทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๑ และทรงประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯไปตามทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี หลังจากเสด็จพิธีตัดริบบิ้นแถบแพรเปิดทางแล้ว นายศรีสุข จันทรางศุ อธิบดีกรมทางหลวงสมัยนั้น ได้เล่าในภายหลังถึงพระกระแสรับสั่งว่าทรงมีพระราชดำรัสว่า " การก่อสร้างเส้นทางสายนี้ทำได้ยาก การจราจรมีปัญหา ๒ หน่วยงานร่วมกันทำดีมาก ทำสำเร็จได้ ขอชมเชย " นอกจากนี้ยังทรงถามถึงเรื่องทางระบายน้ำบนสะพานว่าทำอย่างไรและ " อยากถามอะไรหน่อย อยากรู้มานาน การระบายน้ำ ระบายอย่างไร " ซึ่งอธิบดีกรมทางหลวงได้กราบบังคมทูลถวายรายงาน จากนั้น ทรงพระกรุณาฉายภาพอธิบดีกรมทางหลวงและปลัดกรุงเทพมหานครที่ยืนคู่กัน ณ บริเวณ Joint ซึ่งเป็นที่ปลาบปลื่มแก่บุคคลทั้งคู่ยิ่งนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเล่าว่า พระองค์เสด็จฯแปรพระราชฐานไปหัวหินตั้งแต่ถนนยังไม่ลาดยาง จนมีการพัฒนาเรื่อยมา ขณะนี้ สามารถเสด็จฯ ไปหัวหินได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

             สำหรับรายละเอียดโครงการก่อสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้าในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงนั้น เริ่มตั้งแต่ตอนชุมทางต่างระดับสิรินธร-แยกพุทธมณฑล กม.๓+๓๘๖ ถึง กม.๑๓+๒๐๐ บนทางหลวงหมายพิเศษหมายเลข ๓๓๘ สายบางกอกน้อย - นครชัยศรี ระยะทางประมาณ ๙.๔ กิโลเมตร โดยลักษณะโครงการเป็นสะพานยกระดับสูง ๑๕.๐๐ เมตร กว้าง ๑๙.๕๐ เมตร ขนาด ๔ ช่องจราจร แยกทิศทางไปกลับข้างละ ๒ ช่องจราจร กว้างช่องละ ๓.๕๐ เมตร มีทางขึ้นลง ๒ แห่ง นอกจากนี้ ยังขยายถนนในระดับพื้นล่างเพิ่มจาก ๘ ช่องจราจร แบ่งเป็น ๑๒ ช่องจราจร แบ่งเป็นช่องทางด่วน ๖ ช่องจราจร กว้างช่องละ ๓.๕๐ เมตร และทางคู่ขนานด้านละ ๓ ช่องจราจร กว้างช่องละ ๓.๐๐ เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างสะพานกลับรถ ( U- Turn ) อีก ๒ แห่งเพื่อใช้กลับรถด้วย

กรมทางหลวงเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเอง โดยว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการ ๓ ราย คือบริษัทบุญชัยพาณิชย์ ( ๑๙๗๙ ) จำกัด ก่อสร้างตอนที่ 1 บริษัท พี พี ดี คอนสตรัคชั่น จำกัด ก่อสร้างตอนที่ ๒ และบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวล้อปเม้นต์ จำกัด ( มหาชน ) ก่อสร้างตอนที่ ๓ โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๔,๔๖๑,๖๐๙,๖๘๐ บาท ระยะเวลาในการก่อสร้าง ๖๐๐ วัน เริ่มต้นสัญญาวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ สิ้นสุดสัญญาวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๑

หลังจากที่โครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าจากชุมทางต่างระดับสิรินธร - แยกพุทธมณฑลสาย ๒ แล้วเสร็จ
และเปิดดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้ช่วยระบายการจราจรจากพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ผ่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สู่ถนนบรมราชชนนี ถนนสิรินธร ทางหลวงพิเศษสายบางกอกน้อย - นครชัยศรี ให้สามารถสัญจรไปมาด้วยความสะดวก รวดเร็วและมีความปลอดภัยยิ่งขี้น เนื่องจากมีช่องจราจรรองรับถึง ๑๖ ช่องจราจร และยิ่งเพิ่มความคล่องตัว ให้กับยานพาหนะที่จะใช้เส้นทางนี้เดินทางสู่ภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคกลางตอนล่าง และพื้นที่ระหว่างชานเมืองอื่น ๆ ในบริเวณดังกล่าว ให้มีการจราจรสะดวก คล่องตัวเป็นการช่วยลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพจิตอันเนื่องมาจากการจราจรติดขัดได้เป็นอย่างดี และนี่คือความปลาบปลี้มและภาคภูมิใจของกรมทางหลวง ที่ได้มีโอกาสสนองพระกรุณาธิคุณพระบาทสทเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสร้างทางตามแนวพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรคับคั่งของกรุงเทพฯ

     

   

".....การที่จะมีต้นไม้ไปชั่วกาลนานนั้น สำคัญอยู่ที่การปลูกป่า และปลูกป่าบริเวณต้นน้ำซึ่งเป็นยอดเขาและเนินสูงนั้น ต้องมีการปลูกป่าโดยไม้ยืนต้นและปลูกไม้ฟืน ซึ่งไม้ฟืนนั้นราษฎรสามารถนำไปใช้ได้ แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้น เป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งถ้ารักษาสภาพป่าไม้ไว้ดีแล้ว ท้องถิ่นก็จะมีน้ำใช้ชั่วกาลนาน...."

พระราชดำรัส ๑๔ เมษายน ๒๕๒๐ 

 
               พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ลดลงอย่างรวดเร็ว พระองค์ท่านได้พยายามคิดค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณของป่าไม้ใน ประเทศไทยให้มากขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร โดยมีวิธีการที่เรียบง่ายและประหยัดในการดำเนินงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะธรรมชาติดั้งเดิม
 

  
 
               พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนึงถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันระหว่างการ พัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ความเข้าใจถ่องแท้ถึงธรรมชาติและสภาวะตามธรรมชาติ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติของพระองค์นั้น ทำให้เกิดแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรป่าไม้ซึ่งพระองค์ได้เสนอแนวคิดเรื่อง " ปลูกป่า ๓ อย่าง เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง" กล่าวคือเพื่อมิให้เกษตรกรเข้าบุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ จึงควรให้ดำเนินการปลูกป่า ๓ อย่าง 
 


               เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง คือ ป่าสำหรับไม้ใช้สอย ป่าสำหรับเป็นไม้ผล และ ป่าสำหรับเป็นเชื้อเพลิง ป่าหรือสวนป่าเหล่านี้นอกจากเป็นการเกื้อกูลและอำนวยประโยชน์ใน ๓ อย่างนั้นแล้ว ป่าไม้ไม่ว่าเป็นชนิดใดก็จะอำนวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำและคงความชุ่มชื้นไว้ อันเป็นการอำนวยประโยชน์อย่างที่ ๔ ซึ่งเป็นผลพลอยได้ "การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก" เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งถึงวิถีธรรมชาติ โดยได้พระราชทานแนวคิดว่า บางครั้งป่าไม้ก็เจริญเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ ขอเพียงอย่าเข้าไปรบกวนและทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากปล่อยไว้ตามสภาพชั่วระยะเวลาหนึ่ง ป่าไม้ก็จะขึ้นสมบูรณ์เอง การระดมปลูกป่าด้วยความไม่เข้าใจ เช่น ปอกเปลือกหน้าดินซึ่งมีคุณค่ามากออกไปและปลูกพันธุ์ไม้ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและระบบนิเวศบริเวณนั้น นอกจากต้นไม้ที่ปลูกจะตายโดยไม่ได้ประโยชน์แล้ว ยังทำลายสภาพแวดล้อมอีกด้วย แนวความคิดที่ลึกซึ้งนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า "ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก" ซึ่งเป็นที่ยึดถือกันในหมู่ผู้รู้ทั่วไป 

                   ภารกิจหลักของกรมทางหลวง คือการก่อสร้างและบำรุงทางหลวงทั่วประเทศ และการก่อสร้างทางหรือขยายทาง ในบางครั้งในบางพื้นที่นั้นจำเป็นต้องตัดต้นไม้ที่มีอยู่สองข้างทางเดิมออก บ้าง เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้น ที่ผ่านมากรมทางหลวงไม่เคยทอดทิ้งความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างทางแต่ละสายทางจะรักษาต้นไม้ที่มีอยู่เดิมไว้ให้มากที่สุด หากจำเป็นต้องตัดก็จะมีการปลูกเพิ่มเติม โดยมีแนวทางการปลูกต้นไม้สองข้างทางกำหนดเป็นแบบมาตรฐานไว้ในแผนงานก่อสร้าง ทางทุกสายทาง ซึ่งการปลูกต้นไม้ดังกล่าวนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ทางด้านวิศวกรรมและภูมิส ถาปัตย์แล้ว ยังทำให้เกิดความสวยงาม ร่มรื่น และเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วย จากภารกิจดังกล่าว 
               
 

 กรมทางหลวงยังดำเนินการปลูกต้นไม้ในพื้นที่นอกเขตทางที่เป็นที่ดินสงวนซึ่ง กระจายอยู่ในพื่นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในรูปแบบของการจัดทำเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนและในลักษณะของสวน ป่า เพื่อให้เกิดความร่มรื่น สวยงาม และเป็นการสร้างความเขียวขจีให้กับประเทศ และการดำเนินการอันสำคัญยิ่งสำหรับกรมทางหลวงก็คือ


โครงการปลูกต้นไม้เพื่อถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังต่อไปนี้

               ๑. โครงการปลูกซ่อมแซมต้นไม้ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ จากมติคณะรัฐมนตรี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ได้อนุมัติให้จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชปีที่ ๕๐ ขึ้น โดยความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงได้เริ่มดำเนินการปลูกต้นไม้เพื่อร่วมโครงการดังกล่าว นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๗-๒๕๓๙ ตามแผนงานการปลูกป่าสองข้างทางหลวงแผ่นดินและทางรถไฟ โดยมีเป้าหมายที่จะปลูกต้นไม้บริเวณสองข้างทางหลวงทั่วประเทศในสายทางต่าง ๆ รวมระยะทาง ๒๐,๐๐๐ กิโลเมตร จำนวน ๑๕ ล้านต้น บนเนื้อที่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งในครั้งนั้นใช้ชื่อโครงการว่า " ป่าเขียวขจีสองข้างทางหลวง" โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

                    - สนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการปลูกต้นไม้รักษาสิ่งแวดล้อม
                    - เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าตามนโยบายรัฐบาล
                    - เพื่อให้ต้นไม้ให้ความร่มรื่น สวยงาม เป็นที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์ป่า
                    - เพื่อลดมลภาวะและป้องกันภัยธรรมชาติ
                    - เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม

               ๒. โครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ ๗๒ พรรษา โครงการนี้กรมทางหลวงจัดทำขึ้นเพื่อปลูกต้นไม้ยืนต้นที่จะเติบโตเป็นต้นไหญ่ ให้ร่มเงา และมีดอกสวยงามตลอดสองข้างทางหลวงและในเกาะกลางบริเวณถนนที่จะเข้าสู่ตัวเมืองสำคัญและเข้าสู่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ ๖ รอบ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ ๒ ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๔๒ จำนวน ๕๔๓,๙๒๕ ต้น ใน ๒๔๙ สายทาง

               ซึ่ง กรมทางหลวง ได้ดำเนินการปลูกต้นไม้ในโครงการนี้แล้วเสร็จรวมทั้งสิ้น ๗๑๒,๙๒๓ ต้น นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังมีโครงการปลูกต้นไม้เนื่องในวโรกาสสำคัญ ๆ เช่น โครงการปลูกต้นไม้สองข้างทางและในเกาะกลางถนน กำหนดระยะเวลา ๕ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๕ จำนวน ๓,๖๔๘,๗๗๙ ต้น ใน ๕๙๓ สายทาง โดยใน พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ดำเนินการปลูกไปแล้ว ๑,๐๙๖,๙๓๗ ต้น ใน พ.ศ. ๒๕๔๒ ปลูกไปแล้วจำนวน ๙๑๗,๒๗๐ ต้น และใน พ.ศ. ๒๕๔๓ ปลูกไปแล้วจำนวน ๗๔๗,๒๒๒ ต้น

               โครงการปลูกซ่อมแซมต้นไม้ในโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๖ จำนวน ๔,๗๙๖,๒๓๒ ต้น ใน๘๒๔ สายทาง ซึ่งใน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ดำเนินการปลูกไปแล้วจำนวน ๑,๑๖๑,๕๓๒ ต้น และใน พ.ศ. ๒๕๔๓ ปลูกไปแล้วจำนวน ๑,๐๙๙,๒๒๕ ต้น โครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติครบรอบ ๑๐๐ ปี สมเด็จย่า ณ บริเวณชุมทางต่างระดับพุทธมณฑลสาย ๒ โครงการปลูกต้นไม้ โครงการ ๙ นาที ๙ ล้านต้น เพื่อล้นเกล้า ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยร่วมกับกรมป่าไม้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้บริเวณพื้นที่สำนักงานตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การปลูกต้นไม้ตามสถานที่ต่าง ๆ นั้น กรมทางหลวงได้คัดเลือกพันธุ์ไม้โดยยึดหลักความเหมาะสมกับพื่นที่ ในแต่ละภาคของประเทศ เช่น สะเดา ขี้เหล็ก สักทอง มะขาม หางนกยูง ราชพฤกษ์ ต้นปีบ ทรงบาดาล เฟื่องฟ้า เป็นต้น

               ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา กรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้พร้อม ๆ ไปกับการก่อสร้าง และบำรุงรักษาเส้นทาง ทั้งนี้เพื่อให้ต้นไม้บริเวณสองข้างทางและในพื้นที่ดินของกรมทางหลวง ทั่วประเทศ เป็นแหล่งป่าไม้ที่ให้ความร่มรื่น เขียวขจี ก่อให้เกิดความชุ่มชื้นแก่แผ่นดิน เป็นการสืบสานแนวพระราชดำริ ในการปลูกป่าของ " พ่อของแผ่นดิน "

ที่มา แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
พิมพ์ที่ บริษัท ๒๑ เซ็นจูรี่ จำกัด ๒๕๔๐
กองบำรุง กรมทางหลวง