นายธานินทร์  สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีงานทาง (Central Lab) ณ บริเวณทางหลวงหมายเลข35 (ถนนพระราม2) กม.6+500 เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ว่ากรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับงานออกแบบ ก่อสร้าง บำรุงรักษาทางให้มีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดและปลอดภัย โดยมีงานวิเคราะห์และวิจัยช่วยสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพ และในอนาคตประเทศไทยจะเข้าสู่กระแสพลวัตของการเปิดเสรีในภูมิภาคการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community; AEC) เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กรมทางหลวงจึงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีงานทางเพื่อให้เกิดการบูรณาการมาตรฐานและองค์ความรู้ด้านงานทางสำหรับทดสอบ วิเคราะห์ และวิจัย ด้านงานทางและระบบอำนวยความปลอดภัย รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในงานก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมขนส่งของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีงานทางแห่งภูมิภาค 

อธิบดีกรมทางหลวงกล่าวต่อไปอีกว่าภายในศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีงานทางจะประกอบด้วย งานวิเคราะห์และวิจัยงานทาง เพื่อสนับสนุนและปรับปรุงการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านงานทางในประเทศและภูมิภาคให้มีคุณภาพดีและทันสมัย พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางเพื่อให้คำแนะนำแก่กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  งานอำนวยความปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการออกแบบถนน ได้แก่ สนับสนุนข้อมูลและเทคโนโลยีในด้านความปลอดภัยให้กับกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทดสอบทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องกับงานทาง เช่น การวิเคราะห์ความปลอดภัยด้านการมองเห็น แสงที่ใช้ในถนน การออกแบบกำแพงกันเสียง (Sound Barrier) และทดสอบผลกระทบจากการชนของรถ (Impact Test)   

นอกจากนี้ยังมีงานระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ (Intelligent Transport Systems: ITS)ที่เป็นการดำเนินงานสนับสนุนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคมเพื่อพัฒนาด้านการขนส่งและจราจร สามารถสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบขนส่งและการจราจรของประเทศ ให้เกิดความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการขนส่ง โดยใช้ในระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาจราจร รวมถึงนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วยในการขนส่งอีกทั้งความอัจฉริยะที่ใส่เข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจรและตัวยานพาหนะเอง ส่งผลทางอ้อมต่อการลดและป้องกันอุบัติเหตุ ลดปัญหามลภาวะ และประหยัดพลังงาน และ ระบบทดสอบ Test Track หรือเครื่องทดสอบทางแบบเร่งการใช้งาน (Accelerated Pavement Testing , APT) เป็นระบบทดสอบที่สามารถควบคุมและจำลองสภาพการใช้งานของผิวทาง โดยระบบจะจำลองสภาพผิวทางที่จะทดสอบให้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกับผิวทางที่จะนำไปใช้งานจริง และระบบจะจำลองน้ำหนักรถบรรทุกให้วิ่งบนผิวทางด้วยความถี่สูงตลอด 24 ชั่วโมง นักวิจัยหรือผู้ทดสอบสามารถเฝ้าติดตามผลได้ตลอดเวลา โดยสามารถปรับแต่งขนาดลักษณะ และลำดับของน้ำหนักรถบรรทุกได้ และรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีงานทาง และพัฒนาบุคลากร เป็นภารกิจที่สามารถเสริมขีดความสามารถในการให้บริการงานวิจัยและพัฒนางานทาง ได้นำองค์ความรู้หลักทางวิศวกรรมงานทางจากผลงานทางวิชาการมาถ่ายทอด โดยจัดทำโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีงานทาง เพื่อการพัฒนาทักษะ ความรู้ทั้งเรื่องงานก่อสร้าง งานบูรณะและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน งานอำนวยความปลอดภัย ให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานที่รับผิดชอบ และมีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนรูปแบบและเทคนิคการวิจัยใหม่ๆ   ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ประกอบด้วยอาคารบริการ 1 หลัง และอาคารปฏิบัติการทดสอบจำนวน 3 หลัง โดยที่อาคารบริการเป็นอาคาร 2 ชั้น ใช้เป็นศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารด้านงานทางหรือห้องสมุด จัดฝึกอบรมและ แสดงนิทรรศการ ส่วนอาคารปฏิบัติการทดสอบเป็นอาคาร 3 ชั้น มีห้องปฏิบัติการจำนวน 36 ห้อง  ใช้เป็นพื้นที่อำนวยการ พื้นที่ทดลองทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ พื้นที่สำนักวิจัยและพัฒนางานทาง รวมถึงพื้นที่สำนักอำนวยความปลอดภัย รวมพื้นที่ใช้สอย 28,746 ตารางเมตร ใช้งบประมาณใน   การก่อสร้าง 780,600,000 บาท โดยได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2559 และจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 11 กันยายน 2562