นายธานินทร์  สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ จำนวน 3 สาย ได้แก่ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 สาย (บางปะอิน – นครราชสีมา) ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ช่วง พัทยา- มาบตาพุด  และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81  (บางใหญ่ กาญจนบุรี) ว่าแต่เส้นทางมีความคืบหน้าไปอย่างมากโดยเฉพาะทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ช่วง สายพัทยา – มาบตาพุด ระยะทาง 32 กม. ปัจจุบัน(เดือนกันยายน 2560 ) มีความคืบหน้า 46% ทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม.  มีความคืบหน้า 14% และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81  สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. ซึ่งกรมทางหลวงแบ่งเป็น25 ตอน ในงานโยธาลงนามแล้ว 24 ตอน  อีก 1 ตอน คือ ตอน 3  คาดว่าจะลงนามภายในปลายเดือน ก.ย. 60 มีผลงานก่อสร้างร้อยละ 3

อธิบดีกรมทางหลวง ยังเปิดเผยต่อไปอีกว่าสำหรับการให้เอกชนร่วมลงทุนในส่วนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance:O&M) ในรูปแบบ PPP Gross Cost)ของทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 (สายบางปะอิน-นครราชสีมา) และ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 (สายบางใหญ่-กาญจนบุรี) ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (22 ส.ค.60) มีมติเห็นชอบให้กรมทางหลวงดำเนินโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 2 เส้นทาง คือ สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6)  และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ในส่วนของการให้เอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Gross Cost โดยมีระยะเวลาร่วมลงทุน 30 ปีหลังจากนี้จะมีการดำเนินการต่างๆตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้ดังนี้ในเดือน ก.ย.2560 จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน  ตามมาตรา 35 ของ พรบ.ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 หลังจากนั้นเดือน พ.ย.2560   จะมีการจัดสัมมนาเผยแพร่ข้อมูลโครงการให้แก่นักลงทุนในเดือนม.ค.2561 จะประกาศเชิญชวนพร้อมขายซองเอกสารประมูลนานาชาติ (ICB)  ในเดือน พ.ค.-ก.ค. 2561 จะมีการประเมินข้อเสนอและเจรจาต่อรองในเดือน ส.ค. 2561  จะพิจารณาผลคัดเลือกและตรวจร่างสัญญาในเดือนก.ย.2561 กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาผลการคัดเลือกเอกชน ในต.ค.2561 จะเสนอ ครม.พิจารณาผลการคัดเลือกเอกชนและอนุมัติลงนามสัญญา  

ทั้งนี้ เมื่อโครงการทางหลวงพิเศษทั้ง 3 เส้นทางแล้วเสร็จจะสามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งระหว่างภาคต่างๆของประเทศได้อย่างสมบูรณ์และมีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก รวมทั้งแก้ไขปัญหาจราจรระหว่างภาค ส่งเสริมทั้งในภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยแนวเส้นทางที่สามารถรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าไปยังทั่วทุกภูมิภาค เชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งทางรถไฟและ  การขนส่งทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียน