กรมทางหลวง
DEPARTMENT OF HIGHWAYS
มุ่งพัฒนาและดูแลบริหารจัดการโครงข่ายทางหลวงที่สะดวก เชื่อมโยง เข้าถึง ปลอดภัย ตามมาตรฐานลำดับชั้นทางหลวง ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคนทุกกลุ่ม

สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ ๕ (บึงกาฬ - บอลิคำไซ)

ลงวันที่ 06/01/2569

(e-book)

สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ ๕ (บึงกาฬ - บอลิคำไซ)

 

 

สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๔ (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) เป็น เส้นทางมิตรภาพสายล่าสุดที่เปิดประตูเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ บริเวณทางหลวงหมายเลข ๒๔๔ กม.๑๒+๐๘๓ ตัดข้ามทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ กม.๑๒๕+๐๐๐ เชื่อมเข้ากับทางหลวงหมายเลข ๑๓ (R13) เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว จากเส้นทางนี้สามารถเดินทางไปยังประเทศเวียดนามในระยะทางที่สั้นที่สุดเพียง ๑๕๐ กิโลเมตร ผ่านทางหลวงหมายเลข ๔ (R8) ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านการเชื่อมโยงไทย ลาว เวียดนาม และจีนเข้าด้วยกัน

  

โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ ๔ (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) เริ่มต้นใน พ.ศ. ๒๕๖๓ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๖๘ ครอบคลุมทั้งตัวสะพานหลัก ถนนเชื่อมต่อโครงข่าย อาคารด่านพรมแดน ซึ่งประกอบด้วย อาคารผู้เดินทางเข้า-ออก อาคารตรวจสินค้า และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในด่านพรมแดน  รูปแบบของสะพานเป็นโครงสร้างคานขึงคอนกรีตอัดแรง (Extradosed Prestressed Concrete Bridge) ความยาวสะพานรวม ๑,๓๕๐ เมตร โดยตัวสะพานข้ามแม่น้ำมีความยาว ๘๑๐ เมตร มีฐานรองรับสะพาน ๔ ตอม่อ ทางลาดจากตัวสะพานฝั่งไทย ๔๑๐ เมตร และฝั่ง สปป.ลาว ๑๓๐ เมตร มีช่องจราจร ๒ ช่องจราจร  พร้อมไหล่ทางและทางเท้า และมีการก่อสร้างจุดสลับทิศทางจราจรฝั่ง สปป.ลาว รวมถึงมีถนนเชื่อมต่อโครงข่ายขนาด ๔ ช่องจราจร ฝั่งไทย ๑๒.๑๓ กิโลเมตร และฝั่ง สปป.ลาว ๒.๘๖ กิโลเมตร รวมทั้งสิ้น ๑๔.๙๙ กิโลเมตร

 
นอกจากความโดดเด่นด้านวิศวกรรม สะพานแห่งนี้ยังสะท้อน ถึงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่แนบแน่นระหว่างสองประเทศ โดยการ นำรูปทรงของ “แดน” เครื่องดนตรีพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง มาออกแบบเป็น เสาหลักของสะพาน (Pylon) กลายเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม ที่สื่อถึงความผูกพันระหว่างไทยกับลาวได้อย่างลึกซึ้ง


สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ ๕ (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ถือเป็น “ประตูแห่งโอกาส” ที่จะเปิดเส้นทางการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ระหว่าง ภูมิภาคให้สะดวกมากยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

'